การถือศีลอดตามบัญญัติอิสลาม

โดย...  อ.อะหมัด สมะดี

 

 

 

สารบาญ

 

1. บัญญัติเกี่ยวกับการถือศีลอด

2. คุณประโยชน์ของการถือศีลอด

3. คุณประโยชน์ของเดือนรอมฎอน

4. จำเป็นต้องถือศีลอดเดือนรอมฎอน

5. สนับสนุนให้ถือศีลอดเดือนรอมฎอน

6. การปรากฏของเดือนรอมฎอน

7. การตั้งเจตนารมณ์ (เหนียต)

8. เวลาของการถือศีลอด

9. สะฮูร

10. สิ่งจำเป็นที่ผู้ถือศีลอดควรละเว้น

11. สิ่งที่อนุญาตให้ผู้ถือศีลอดปฏิบัติได้

12. อุปสรรคของการถือศีลอด

13. การแก้ศีลอด

14. สิ่งที่ทำให้เสียศีลอด

15. การถือศีลอดใช้

16. การไถ่บาปหรือไถ่โทษอัลกั๊ฟฟาเราะฮฺ

17. อัลฟิตยะฮฺหรือการชดใช้

18. คืนอัลก็อดรฺ

19. อัลเอี๊ยะอฺติก๊าฟ

20. ละหมาดตะรอเวี๊ยะฮฺ

21. ซะกาตตุลฟิฏรฺ

22. การถือศีลอดซุนนะฮฺ

23. รอมฎอนเป็นเดือนแห่งการอบรมจิตใจ

24. หลังจากรอมฎอนแล้วเราจะปฏิบัติตัวอย่างไร?

 

 

 

1. บัญญัติเกี่ยวกับการถือศีลอด

1.1 ความหมายของการถือศีลอด

อัลฮะฟิซ อิบนฺ หะญัร ให้ความหมายไว้ในหนังสืออัลฟัตฮฺของเขาว่า "อัลเศามฺหรืออัลศิยาม" ทางด้านภาษาคือ การละเว้นหรือการระงับ เช่นคำตรัสของอัลลอฮฺ ที่ว่า

 إِنِّي نَذَزْتُ لِلرَّحْمَان صَوْمًا

ความว่า "แท้จริงฉันได้บนบานที่จะระงับการพูดไว้ต่อพระผู้ทรงกรุณาปรานี" (19/26)

ส่วนความหมายทางด้านบัญญัติศาสนา คือการระงับจากการกิน การดื่ม การร่วมรสระหว่างสามีภริยา และการพูดจาไร้สาระตลอดจนการกระทำที่ขัดกับคุณธรรม

1.2 ชนิดของการถือศีลอด

การถือศีลอดแบ่งออกเป็นสองชนิดด้วยกัน คือ การถือศีลอดฟัรฎู และการถือศีลอดซุนนะฮฺ

การถือศีลอดฟัรฎู แบ่งออกเป็นสามประเภท คือ
1. การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน
2. การถือศีลอดเพื่อไถ่บาปหรือไถ่โทษ
3. การถือศีลอดเพื่อบนบาน

1.3 บัญญัติการถือศีลอดเดือนรอมฎอน

การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเป็นสิ่งจำเป็นวาญิบ ซึ่งมีหลักฐานยืนยันจากกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮฺ และบรรดานักวิชาการทางศาสนา (อุละมาอฺ)

        1.3.1 หลักฐานที่มาจากอัลกุรอานคือ คำตรัสของอัลลอฮฺตะอาลา ในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 183 และ 185 ที่ว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ

 كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ ﴿١٨٣﴾

ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า ดังเช่นได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง" (2/183)

شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِيَ أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِّلنَّاسِ

 وَبَيِّنَاتٍ مِّنَ الْهُدَى وَالْفُرْقَانِ فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ الشَّهْرَ فَلْيَصُمْهُ

ความว่า "เดือนรอมฎอนนั้นเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา เพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดแจ้งจากแนวทางที่ถูกต้องและเป็นการจำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปรากฏอยู่ในเดือนนั้น ก็จงถือศีลอดของเดือนนั้น" (2/185)

        1.3.2 ส่วนหลักฐานที่มาจากซุนนะฮฺ ก็คือ มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนฺอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า แท้จริงท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( بُنِيَ الإِسْلامُ عَلَى خَمْسٍ : شَهَادَةِ أَنْ لا إِلَهَ إِلا اللهَ وَأَنَّ مُحَمَّدَاً رَسُولُ اللهِ ،

 وَإِقَامِ الصَلاةِ ، وَإِيْتَاءِ الزَّكَاةِ ، وَحَجَّ البَيْتِ وَصَوْمِ رَمَضَان ) رواه البخاري ومسلم

ความว่า "อัลอิสลามตั้งอยู่บนหลักการณ์ 5 ประการคือ การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺ การธำรงไว้ซึ่งการละหมาด การบริจาคทานซะกาต การประกอบพิธีฮัจญฺ ณ บ้านของอัลลอฮฺ และการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน" บันทึกโดย อัลบุคอรียฺและมุสลิม

และมีรายงานจากอะบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( أَتَاكُمْ رَمَضَانُ شَهْرٌ مُبَارَكٌ فُرِضَ عَلَيْكُم صِيَامُهُ ..)

الحديث رواه أحمد بسند صحيح

ความว่า "เดือนรอมฎอนได้มาหาพวกท่าน เป็นเดือนอันประเสริฐ การถือศีลอดของมันได้ถูกบัญญัติแก่พวกท่าน" อัลหะดีษบันทึกโดย อะหมัด ด้วยสายสืบที่ศ่อฮีฮฺ

        1.3.3 และบรรดาอุละมาอฺมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า การถือศีลอดเดือนรอมฎอนเป็นสิ่งจำเป็น และว่าเป็นรุกุ่นหนึ่งของอิสลาม ผู้ใดปฏิเสธ คือไม่ยอมรับว่าเป็นวาญิบ เขาผู้นั้นเป็นกาฟิร คือผู้ปฏิเสธศรัทธาและออกนอกอิสลาม

 

2. คุณประโยชน์ของการถือศีลอด

มีอายาตมากหลายในอัลกุรอานได้สนับสนุนและส่งเสริมให้มีการถือศีลอด เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺตะอาลา และได้ชี้แจงถึงคุณประโยชน์อันมากมายของการถือศีลอด เช่น ในคำตรัสของพระองค์ในอายะฮฺที่ 35 ของซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ ที่ว่า

إِنَّ الْمُسْلِمِينَ وَالْمُسْلِمَاتِ وَالْمُؤْمِنِينَ وَالْمُؤْمِنَاتِ وَالْقَانِتِينَ وَالْقَانِتَاتِ وَالصَّادِقِينَ وَالصَّادِقَاتِ وَالصَّابِرِينَ وَالصَّابِرَاتِ وَالْخَاشِعِينَ وَالْخَاشِعَاتِ وَالْمُتَصَدِّقِينَ وَالْمُتَصَدِّقَاتِ وَالصَّائِمِينَ وَالصَّائِمَاتِ وَالْحَافِظِينَ فُرُوجَهُمْ وَالْحَافِظَاتِ وَالذَّاكِرِينَ اللَّهَ كَثِيراً وَالذَّاكِرَاتِ أَعَدَّ اللَّهُ لَهُم مَّغْفِرَةً وَأَجْراً عَظِيماً ﴿٣٥﴾

ความว่า แท้จริงบรรดาผู้นอบน้อมชายและหญิง บรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิง บรรดาผู้ภักดีชายและหญิง บรรดาผู้สัตย์จริงชายและหญิง บรรดาผู้อดทนชายและหญิง บรรดาผู้ถ่อมตัวชายและหญิง บรรดาผู้บริจาคทานชายและหญิง บรรดาผู้ถือศีลอดชายและหญิง บรรดาผู้รักษาอวัยวะเพศของพวกเขาที่เป็นชายและหญิง บรรดาผู้รำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากที่เป็นชายและหญิงนั้น อัลลอฮฺได้ทรงเตรียมไว้สำหรับพวกเขาแล้วซึ่งการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง (33:35)

และคำตรัสของพระองค์ในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺในอายะฮฺที่ 184 ว่า

وَأَن تَصُومُواْ خَيْرٌ لَّكُمْ إِن كُنتُمْ تَعْلَمُونَ ﴿١٨٤﴾

ความว่า และการถือศีลอดของพวกเจ้าเป็นการดียิ่งแก่พวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้ (2:184)

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวยืนยันไว้อย่างหนักแน่นว่า การถือศีลอดเป็นสิ่งคุ้มกันให้พ้นจากตัณหาและความใคร่ และเป็นโล่ห์ป้องกันให้พ้นจากไฟนรก และอัลลอฮฺตะอาลาทรงจัดประตูสวรรค์ไว้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้ถือศีลอด เพราะเขาหักห้ามจิตใจให้ห่างไกลจากตัณหาและความใคร่ และยับยั้งมิให้ประพฤติปฏิบัติสิ่งที่เป็นความชั่วและความเลวทรามซึ่งเคยปฏิบัติเป็นประจำ ดังนั้นการถือศีลอดจะทำให้จิตใจเงียบสงบ และนี่คือการตอบแทนอันสมบูรณ์และผลประโยชน์อันมากมาย ซึ่งอัลอะฮาดีสที่ศ่อเฮี้ยะฮฺได้แจกแจงไว้อย่างชัดเจน

2.1 การถือศีลอดเป็นเกราะคุ้มกัน

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ใช้ผู้ที่มีความใคร่รุนแรงแต่ไม่มีความสามารถที่จะทำการสมรสได้ให้ถือศีลอด เพราะจะทำให้มันหักห้ามความใคร่อันนี้ได้ และเป็นการระงับยับยั้งพลังของอวัยวะต่างๆ ให้เฉื่อยชาลง เป็นที่ยืนยันว่าการถือศีลอดนั้นมีผลเป็นที่น่าประหลาดต่อการรักษาอวัยวะส่วนต่างๆ ภายนอกและพลังภายใน

ดังกล่าวนี้ทั้งหมด ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงได้กล่าวไว้ว่า

( يَا مَعْشَرَ الشَّبَابِ مَنِ اسْتَطَاعَ مِنْكُمُ البَاءَةَ فَلْيَتَزَوَّجْ ،

فَإِنَّهُ أَغَضُّ لِلْبَصَرِ وَأَحْصَنُ لِلْفَرْجِ ، وَمَنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَعَلَيْهِ بِالصَّوْمِ فَإِنَّهُ لُهُ وِجّاءٌ )

  رواه البخاري ومسلم عن ابن مسعود

ความว่า โอ้บรรดาเยาวชนทั้งหลาย ผู้ใดในหมู่พวกท่านที่มีความสามารถก็จงแต่งงานเสีย เพราะมันจะทำให้สายตาลดต่ำลง และเป็นการป้องกันอวัยวะเพศ (มิให้ล่วงประเวณี) และผู้ใดไม่มีความสามารถก็ให้เขาถือศีลอด เพราะมันจะเป็นเกราะคุ้มกันให้แก่เขา  บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺและมุสลิม และรายงานจากอิบนุมัสอู๊ด

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ชี้แจงไว้ว่า แท้จริงสวรรค์นั้นถูกห้อมล้อมไว้ด้วยสิ่งที่น่าเกลียดชัง และแท้จริงนรกนั้นถูกห้อมล้อมไว้ด้วยตัณหาและความใคร่ และเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการถือศีลอดนั้นจะขจัดตัณหา และความใคร่ให้เบาบางลงได้ และไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการถือศีลอดนั้นเป็นการปิดกั้นระหว่างผู้ถือศีลอดกับไฟนรก ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีอัลอะฮาดีสยืนยันรับรองว่าการถือศีลอดนั้นเป็นการป้องกันให้พ้นจากไฟนรก และเป็นเกราะคุ้มกันที่บ่าวจะใช้ปกป้องจากไฟนรก

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

( مَا مِنْ عَبْدٍ يَصُوْمُ يَوْمَاً فِيْ سَبِيْلَ اللهِ إِلا بَاعَدَ اللهُ بِذَلِكَ وَجْهَهُ عَنِ النَّارِ سَبْعِيْنَ خَرِيْفَاً )

 رواه البخاري ومسلم عن أبي سعيد الخدري

ความว่า มีรายงานจากอะบีสะอีด อัลคุดรีย์แจ้งว่า ท่านร่อซูล   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ไม่มีบ่าวคนใดถือศีลอดวันหนึ่งในหนทางของอัลลอฮฺ เว้นแต่อัลลอฮฺจะทรงให้ใบหน้าของเขาห่างไกลจากไฟนรกเป็นเวลาถึง 70 ปี

ผู้รู้บางคนมีความเห็นว่าบรรดาอัลอะฮาดีษที่ได้นำมากล่าวข้างต้น ได้ชี้แจงถึงคุณประโยชน์ของการถือศีลอดในด้านการต่อสู้ดิ้นรนในทางของอัลลอฮฺ แต่ความจริงแล้วทุกๆ การถือศีลอดถ้าหากว่าได้กระทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อพระพักตร์ของอัลลอฮฺตะอาลา โดยสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ชี้แจงไว้แล้วก็จะเป็นไปในหนทางของอัลลอฮฺทั้งสิ้น

2.2 การถือศีลอดทำให้ได้เข้าสวรรค์

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การถือศีลอดนั้นทำให้ผู้ที่ถือศีลอดห่างไกลจากไฟนรก ดังนั้นเขาก็คงมีโอกาสได้เข้าใกล้สวรรค์อย่างแน่นอน มีรายงานจากอะบีอุมามะฮฺ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้กล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ โปรดชี้แนะให้แก่ฉันถึงการกระทำชนิดหนึ่ง ที่จะทำให้ฉันได้เข้าสวรรค์ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"عليك بالصوم فانه لامثل له "

ความว่า ท่านจงถือศีลอดซิ เพราะไม่มีการกระทำชนิดใดเทียบเท่า  บันทึกโดย : อันนะซาอีย์ อิบนฺฮิบบาน และอัลฮากิม และว่าเป็นสายสืบที่ศ่อฮีฮฺ

2.3 บรรดาผู้ถือศีลอดนั้นจะได้รับค่าตอบแทนของพวกเขาอย่างสมบูรณ์โดยปราศจากการคำนวณ

2.4 สำหรับผู้ถือศีลอดนั้นมีเวลาดีใจสองครั้ง

2.5 กลิ่นปากของผู้ถือศีลอดมีกลิ่นหอม ณ ที่อัลลอฮฺมากกว่ากลิ่นหอมของชะมดเชียง

عن أبي هريرة رضي الله عنه قال: قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : قال الله عز وجل: كل عمل ابن آدم له إلا الصوم فإنه لي وأنا أجزي به، والصيام جُنة فإذا كان يوم صوم أحدكم فلا يرفث ولا يصخب فإن سابه أحد أو قاتله فليقل: إني صائم إني صائم، و الذي نفس محمد بيده لخلوف فم الصائم أطيب عند الله من ريح المسك، للصائم فرحتان يفرحهما: إذا أفطر فرح بفطره وإذا لقي ربه فرح بصومه.  

มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า การงานทุกชนิดของมนุษย์นั้นเป็นของมนุษย์ นอกจากการถือศีลอดมันเป็นของข้า (อัลลอฮฺ) และข้าจะเป็นผู้ตอบแทนแก่เขา การถือศีลอดเป็นเกราะคุ้มกัน และเมื่อปรากฏว่าวันแห่งการถือศีลอดของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้า เขาอย่าได้พูดจาหยาบคายไร้สาระและอย่าส่งเสียงอึกทึก และถ้าหากคนหนึ่งคนใดด่าเขาหรือทำร้ายเขา ก็จงกล่าวว่าแท้จริงฉันนี้ถือศีลอด ฉันขอสาบานว่าชีวิตของมุฮัมมัดอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงกลิ่นปากของผู้ถือศีลอดนั้นมีกลิ่นหอม ณ ที่อัลลอฮฺมากกว่ากลิ่นหอมของชะมดเชียง สำหรับผู้ถือศีลอดนั้นมีเวลาดีใจสองครั้ง เขาจะดีใจในเวลาทั้งสองคือ เมื่อเขาแก้ศีลอดเขาจะดีใจ และเมื่อเขาพบพระเจ้าของเขา เขาจะดีใจเพราะการถือศีลอดของเขา   บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺและมุสลิม

ในบันทึกของบุคอรียฺกล่าวเสริมว่า เขาได้งดเว้นอาหารของเขา เครื่องดื่มของเขา และความใคร่ของเขา เพื่อเรา (อัลลอฮฺ) การถือศีลอดเป็นของข้า (อัลลอฮฺ) และข้าจะตอบแทนแก่เขา และความดีหนึ่งมีผลถึงสิบเท่าของมัน

และในบันทึกของมุสลิม กล่าวเสริมว่า ทุกๆ การงานของมนุษย์นั้นจะเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ ความดีหนึ่งจะมีผลเป็นสิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่าของมัน อัลลอฮฺ ตรัสว่าเว้นแต่การถือศีลอดมันเป็นของข้า (อัลลอฮฺ) และข้าจะตอบแทนแก่เขา เขางดเว้นความใคร่ของเขาและอาหารของเขาเพื่อข้า และสำหรับผู้ถือศีลอดนั้นมีเวลาดีใจสองครั้ง ครั้งหนึ่งขณะที่เขาแก้ศีลอด และอีกครั้งหนึ่งขณะที่เขาพบพระเจ้าของเขา และ แท้จริงกลิ่นปากของผู้ถือศีลอด ณ ที่อัลลอฮฺมีกลิ่นหอมยิ่งกว่ากลิ่นหอมของชะมดเชียง

2.6 การถือศีลอดและอัลกุรอานจะขอความช่วยเหลือให้แก่เจ้าของของมัน

عن عبدالله بن عمر رضي الله عنهما أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال: الصيام والقرآن يشفعان للعبد يوم القيامة يقول الصيام: أي رب منعته الطعام و الشهوة فشفعني فيه: ويقول القرآن: منعته النوم بالليل فشفعني فيه قال: فيشفعان .    رواه الطبراني و أحمد في الكبير

ท่านนะบี   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า การถือศีลอดและอัลกุรอานจะขอความช่วยเหลือให้แก่บ่าวในวันกิยามะฮฺ การถือศีลอดจะพูดขึ้นว่า ใช่จ๊ะพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ใช้ให้เขาอดอาหารและระงับความใคร่ ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือข้าพระองค์เพื่อเขาด้วย และอัลกุรอานจะพูดขึ้นว่า ข้าพระองค์ได้ใช้ให้เขาอดนอนในเวลากลางคืน ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือข้าพระองค์เพื่อเขาด้วย พระองค์จะตรัสว่า เจ้าทั้งสองจะได้รับความช่วยเหลือ

2.7 การถือศีลอดเพื่อไถ่บาปหรือไถ่โทษ (กั๊ฟฟาเราะฮฺ)

ส่วนหนึ่งจากการที่การถือศีลอดมีคุณประโยชน์เฉพาะตัวคือ อัลลอฮฺตะอาลาทรงทำให้การถือศีลอดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งจากการไถ่บาป (กั๊ฟฟาเราะฮฺ) เช่น การโกนศีรษะในขณะครองเอี๊ยะหฺรอม เพราะเจ็บป่วยหรือมีการบาดเจ็บที่ศีรษะและไม่มีความสามารถในการจ่ายค่าอัลฮัดยฺ และการฆ่าตัวประกันผิด และการสาบานเท็จ และการฆ่าสัตว์ในขณะครองเอี๊ยะหฺรอม และการเปรียบเทียบภรรยาว่าเป็นแม่ ดังกล่าวทั้งหมดนี้จะพบเห็นได้ในอายาตต่อไปนี้

وَأَتِمُّواْ الْحَجَّ وَالْعُمْرَةَ لِلّهِ فَإِنْ أُحْصِرْتُمْ فَمَا اسْتَيْسَرَ مِنَ الْهَدْيِ وَلاَ تَحْلِقُواْ رُؤُوسَكُمْ حَتَّى يَبْلُغَ الْهَدْيُ مَحِلَّهُ فَمَن كَانَ مِنكُم مَّرِيضاً أَوْ بِهِ أَذًى مِّن رَّأْسِهِ فَفِدْيَةٌ مِّن صِيَامٍ أَوْ صَدَقَةٍ أَوْ نُسُكٍ فَإِذَا أَمِنتُمْ فَمَن تَمَتَّعَ بِالْعُمْرَةِ إِلَى الْحَجِّ فَمَا اسْتَيْسَرَ مِنَ الْهَدْيِ فَمَن لَّمْ يَجِدْ فَصِيَامُ ثَلاثَةِ أَيَّامٍ فِي الْحَجِّ وَسَبْعَةٍ إِذَا رَجَعْتُمْ تِلْكَ عَشَرَةٌ كَامِلَةٌ ذَلِكَ لِمَن لَّمْ يَكُنْ أَهْلُهُ حَاضِرِي الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ وَاتَّقُواْ اللّهَ وَاعْلَمُواْ أَنَّ اللّهَ شَدِيدُ الْعِقَابِ ﴿١٩٦﴾

ความว่า และพวกเจ้าจงให้การทำฮัจญฺและการทำอุมเราะฮฺครบถ้วนสมบูรณ์เพื่ออัลลอฮฺเถิด ดังนั้นหากพวกสูเจ้าถูกขัดขวางเพราะอุปสรรคก็ให้เชือดสัตว์พลีที่จะหาได้ และอย่าได้โกนศีรษะของพวกเจ้าจนกว่าสัตว์พลีนั้นจะบรรลุถึงที่ของมัน ถ้าผู้ใดในหมู่พวกเจ้าป่วยลงหรือมีความเจ็บปวดที่ศีรษะของเขา ก็ให้มีการชดเชยด้วยการถือศีลอด หรือการทำทาน หรือการเชือดสัตว์ ครั้นเมื่อพวกเข้าปลอดจากการเจ็บป่วยแล้ว เขาประสงค์จะทำอุมเราะฮฺต่อเนื่องไปจนถึงเวลาทำฮัจญฺ (แบบตะมัตตั๊วะ) แล้ว ก็ให้เขาเชือดสัตว์พลีที่พอหาได้ และผู้ใดที่หาไม่ได้ก็ให้ถือศีลอดสามวันระหว่างการทำฮัจญฺและอีกเจ็ดวันเมื่อพวกเจ้ากลับถึงบ้านแล้ว นั่นคือครบสิบวัน ดังกล่าวนั้นสำหรับผู้ที่มิได้เป็นชาวมัสยิดิลหะรอม และพวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และพึงรู้เถิดว่าแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ (2/196)

وَإِن كَانَ مِن قَوْمٍ بَيْنَكُمْ وَبَيْنَهُمْ مِّيثَاقٌ فَدِيَةٌ مُّسَلَّمَةٌ إِلَى أَهْلِهِ وَتَحْرِيرُ رَقَبَةٍ مُّؤْمِنَةً فَمَن لَّمْ يَجِدْ فَصِيَامُ شَهْرَيْنِ مُتَتَابِعَيْنِ تَوْبَةً مِّنَ اللّهِ وَكَانَ اللّهُ عَلِيماً حَكِيماً ﴿٩٢﴾

ความว่า และถ้าเขาอยู่ในหมู่ชนที่มีพันธะสัญญาระหว่างพวกเจ้ากับพวกเขาแล้ว ก็ให้มีค่าทำขวัญถูกมอบให้แก่ครอบครัวของเขา และให้มีการปล่อยทาสหญิงมุอฺมินะฮฺคนหนึ่ง ดังนั้นผู้ใดไม่พบก็ให้ถือศีลอดสองเดือนอย่างต่อเนื่อง เป็นการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ (4/92)

لاَ يُؤَاخِذُكُمُ اللّهُ بِاللَّغْوِ فِي أَيْمَانِكُمْ وَلَـكِن يُؤَاخِذُكُم بِمَا عَقَّدتُّمُ الأَيْمَانَ فَكَفَّارَتُهُ إِطْعَامُ عَشَرَةِ مَسَاكِينَ مِنْ أَوْسَطِ مَا تُطْعِمُونَ أَهْلِيكُمْ أَوْ كِسْوَتُهُمْ أَوْ تَحْرِيرُ رَقَبَةٍ فَمَن لَّمْ يَجِدْ فَصِيَامُ ثَلاَثَةِ أَيَّامٍ ذَلِكَ كَفَّارَةُ أَيْمَانِكُمْ إِذَا حَلَفْتُمْ وَاحْفَظُواْ أَيْمَانَكُمْ كَذَلِكَ يُبَيِّنُ اللّهُ لَكُمْ آيَاتِهِ لَعَلَّكُمْ تَشْكُرُونَ ﴿٨٩﴾

ความว่า อัลลอฮฺจะไม่ทรงเอาโทษแก่พวกเจ้าด้วยคำพูดที่ไร้สาระในการสาบานของพวกเจ้า แต่พระองค์จะทรงเอาโทษแก่พวกเจ้าด้วยคำพูดที่พวกเจ้าปลงใจสาบาน ดังนั้นสิ่งไถ่บาปของมันก็คือการให้อาหารแก่คนยากจนสิบคน ขนาดปานกลางที่พวกเจ้าให้เป็นอาหารแก่ครอบครัวของพวกเจ้า หรือให้เครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขา หรือปล่อยทาสคนหนึ่งให้เป็นอิสระ ดังนั้นผู้ใดไม่พบ (ไม่มีความสามารถ) ก็จงถือบวชสามวัน นั่นคือการไถ่บาปในการสาบานของพวกเจ้า เมื่อพวกเจ้าได้สาบานไว้ และจงรักษาการสาบานของพวกเจ้าไว้ เช่นนั้นแหละอัลลอฮฺได้ทรงชี้แจงอายาตต่าง ๆ ของพระองค์ให้เป็นที่ชัดแจ้งแก่พวกเจ้าแล้ว เพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ(5/89)

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ لاَ تَقْتُلُواْ الصَّيْدَ وَأَنتُمْ حُرُمٌ وَمَن قَتَلَهُ مِنكُم مُّتَعَمِّداً فَجَزَاء مِّثْلُ مَا قَتَلَ مِنَ النَّعَمِ يَحْكُمُ بِهِ ذَوَا عَدْلٍ مِّنكُمْ هَدْياً بَالِغَ الْكَعْبَةِ أَوْ كَفَّارَةٌ طَعَامُ مَسَاكِينَ أَو عَدْلُ ذَلِكَ صِيَاماً لِّيَذُوقَ وَبَالَ أَمْرِهِ عَفَا اللّهُ عَمَّا سَلَف وَمَنْ عَادَ فَيَنتَقِمُ اللّهُ مِنْهُ وَاللّهُ عَزِيزٌ ذُو انْتِقَامٍ ﴿٩٥﴾

ความว่า โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าฆ่าสัตว์ล่า ขณะที่พวกเจ้ากำลังครองเอี๊ยะหฺรอมอยู่ และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าฆ่ามันโดยเจตนาแล้ว การชดเชยก็คือให้ฆ่าสัตว์ชนิดเดียว (หรือใกล้เคียง) กับที่ถูกฆ่า โดยให้ผู้ที่ยุติธรรมสองคนในหมู่พวกเจ้าเป็นผู้ชี้ขาดตัดสิน เพราะสัตว์พลี (จะต้องนำไปเชือดที่นครมักกะฮฺ) อัลกะอฺบะฮฺ หรือให้มีการไถ่บาปคือให้อาหารแก่คนยากจน หรือสิ่งที่เท่าเทียมกันนั้นคือ การถือศีลอด ทั้งนี้เพื่อให้เขาได้ลิ้มรสผลภัยแห่งกิจกรรมของเขา อัลลอฮฺทรงอภัยจากสิ่งที่ได้ล่วงเลยมาในอดีต และผู้ใดกลับมากระทำอีก อัลลอฮฺก็จะทรงลงโทษเขาและอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพผู้ทรงลงโทษ(5:95)

وَالَّذِينَ يُظَاهِرُونَ مِن نِّسَائِهِمْ ثُمَّ يَعُودُونَ لِمَا قَالُوا فَتَحْرِيرُ رَقَبَةٍ مِّن قَبْلِ أَن يَتَمَاسَّا ذَلِكُمْ تُوعَظُونَ بِهِ وَاللَّهُ بِمَا تَعْمَلُونَ خَبِيرٌ ﴿٣﴾ فَمَن لَّمْ يَجِدْ فَصِيَامُ شَهْرَيْنِ مُتَتَابِعَيْنِ مِن قَبْلِ أَن يَتَمَاسَّا فَمَن لَّمْ يَسْتَطِعْ فَإِطْعَامُ سِتِّينَ مِسْكِيناً ذَلِكَ لِتُؤْمِنُوا بِاللَّهِ وَرَسُولِهِ وَتِلْكَ حُدُودُ اللَّهِ وَلِلْكَافِرِينَ عَذَابٌ أَلِيمٌ ﴿٤﴾

ความว่า และบรรดาผู้เปรียบเทียบภรรยาของพวกเขาว่าเสมือนแม่ของพวกเขานั้น แล้วพวกเขาจะคืนสู่ถ้อยคำที่พวกเขาได้กล่าวไว้ ดังนั้นการปล่อยทาสหนึ่งคนก่อนที่เขาทั้งสองจะแตะต้องต่อกัน (ร่วมหลับนอน) นั่นคือสิ่งที่พวกเจ้าถูกเตือนเอาไว้ใช้ให้ปฏิบัติ และอัลลอฮฺทรงรอบรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ ส่วนผู้ที่ไม่สามารถหา (ทาส) ก็ต้องถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน ก่อนที่เขาทั้งสองจะแตะต้องต่อกัน (ร่วมหลับนอน) สำหรับผู้ที่ไม่สามารถจะถือศีลอดได้ก็ต้องให้อาหารแก่คนยากจนจำนวนหกสิบคน ทั้งนี้เพื่อจะให้พวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ นั่นคือขอบเขตของอัลลอฮฺ และสำหรับพวกปฏิเสธศรัทธา (ไม่ปฏิบัติตามนั้น) จะได้รับการลงโทษอย่างเจ็บปวด (58/3-4)

และเช่นเดียวกัน การถือศีลอดและการบริจาคทานมีส่วนร่วมกันในการไถ่บาปแห่งการหลงรักของผู้ชายในทรัพย์สมบัติ และบุคคลในครอบครัวและเพื่อนบ้านของเขา

มีรายงานจากฮุไซฟะฮฺ อิบนุลยะมาน ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุแจ้งว่า ท่านร่อซูล   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

ความว่า การหลงรักของผู้ชายในครอบครัวของเขา และทรัพย์สมบัติของเขา และเพื่อนบ้านของเขาจะไถ่บาปมันได้ด้วยการละหมาด การถือศีลอด และการบริจาคทาน  บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺและมุสลิม

2.8 อัรรอยยานสำหรับบรรดาผู้ถือศีลอด

มีรายงานจากซะฮฺลฺ อิบนฺ ซะอฺดฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านนะบี   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

عن سهل بن سعد رضي الله عنه عن النبي صلى الله عليه وسلم قال: إن في الجنة باباً يقال له الريان يدخل منه الصائمون يوم القيامة لا يدخل منه أحد غيرهم فإذا دخلوا أُغلق فلم يدخل منه أحد.   رواه البخاري ومسلم و النسائي والترمذي.

ความว่า แท้จริงในสวนสวรรค์นั้นมีประตู ๆ หนึ่งเรียกว่า อัรรอยยาน บรรดาผู้ถือศีลอดจะเข้าทางประตูนั้นในวันกิยามะฮฺ ไม่มีผู้ใดจะเข้าทางประตูนั้น นอกจากพวกเขาเท่านั้น เมื่อพวกเขาได้เข้าไปแล้วประตูจะถูกปิดลง และจะไม่มีผู้ใดได้เข้าไปอีกเลย

อีกรายงานหนึ่งแจ้งว่า เมื่อคนสุดท้ายของพวกเขาได้เข้าไปแล้วประตูก็จะถูกปิดลง และผู้ใดได้เข้าไปแล้วเขาก็จะได้ดื่มน้ำ และผู้ใดได้ดื่มน้ำแล้วเขาจะไม่กระหายน้ำอีกเลย"

 

3. คุณประโยชน์ของเดือนรอมฎอน

รอมฎอนเป็นเดือนแห่งความดีและความจำเริญ ซึ่งอัลลอฮฺตะอาลา มอบให้โดยเฉพาะสำหรับเดือนนี้ ด้วยคุณประโยชน์อันมากมายและชัดแจ้งดังต่อไปนี้

3.1 เดือนแห่งอัลกุรอาน

อัลลอฮฺตะอาลาทรงประทานคัมภีร์อันทรงเกียรติของพระองค์มาเพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องแก่มวลมนุษย์ และเป็นการเยียวยาบำบัดสำหรับบรรดามุอฺมินผู้ศรัทธา และเป็นการชี้นำไปสู่แนวทางที่เที่ยงตรงยิ่ง และชี้แนะแนวทางแห่งการมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ในค่ำคืนอันมหาประเสริฐคืนอัลก็อดรฺ พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِيَ أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِّنَ الْهُدَى وَالْفُرْقَانِ فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ الشَّهْرَ فَلْيَصُمْهُ

ความว่า "เดือนรอมฎอนซึ่งอัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนนั้น เพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องแก่มวลมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดแจ้งเกี่ยวกับข้อแนะนำ และการจำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้น" (2/185)

นักตัฟซีรมีความเห็นจากอายะฮฺดังกล่าวข้างต้นว่า สาเหตุแห่งการเลือกเดือนรอมฎอน เพื่อให้เป็นเดือนแห่งการถือศีลอดก็คือ การประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนนั้น

3.2 บรรดาชัยฏอนถูกพันธนาการและประตูต่างๆ ของนรกถูกปิด ประตูต่างๆ ของสวรรค์ถูกเปิด

ในเดือนอันศิริมงคลนี้ความชั่วต่างๆ จะลดน้อยลงในแผ่นดิน โดยที่บรรดาหัวหน้าชัยฏอนจะถูกล่ามโซ่ และถูกพันธนาการ ดังนั้นพวกมันจะไม่มีช่องทางที่จะล่อลวงหรือชักชวนมนุษย์ให้กระทำความผิดหรือความชั่วได้ เพราะบรรดามุสลิมกำลังมีภาระกิจอยู่กับการถือศีลอด ซึ่งจะขจัดหรือปราบปรามความใคร่ต่างๆ ให้หมดสิ้นไปด้วยการอ่านอัลกุรอาน และการทำอิบาดะฮฺชนิดต่างๆ ซึ่งจะอบรมและขัดเกลาจิตใจของเขา พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ ﴿١٨٣﴾

ความว่า "การถือศีลอดถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า เช่นเดียวกับที่ได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้ยำเกรง"  (2/183)

ดังนั้นประตูต่างๆ ของนรกจึงถูกปิด และประตูต่างๆ ของสวรรค์จึงถูกเปิด ทั้งนี้เพราะการงานที่ดีมีอยู่มากมาย และคำพูดที่ดีก็เพิ่มพูนอย่างสมบูรณ์

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

(إِذَاجَاءَ رَمَضَانُ فُتِّحَتْ أَبْوَابُ الْجَنَّة وَأُغْلِقَتْ أَبْوَابُ النَّارِ وَصُفِّدَتِ الشَّيَاطِيْنُ )

رواه البخاري ومسلم

ความว่า "เมื่อเดือนรอมฎอนมาถึง ประตูต่างๆ ของสวรรค์ก็ถูกเปิด และประตูต่างๆ ของนรกก็ถูกปิด และบรรดาชัยฏอนก็ถูกพันธนาการไว้"

ดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในคืนแรกของเดือนรอมฎอน ดังคำกล่าวของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

( إذا كان أول ليلة من شهر رمضان صفدت الشياطين ومردة الجن وغلقت أبواب النار فلم يفتح منها بابا وفتحت أبواب الجنة فلم يغلق منها بابا وينادى منادى يا باغى الخير أقبل ويا باغى الشر أقصر ولله عتقاء من النار وذلك كل ليلة ) رواه الترمزى وابن حبان عن أبي هريرة وحسنه الألباني في صحيح الجامغ

ความว่า "ในคืนแรกของเดือนรอมฎอน บรรดาชัยฏอนและหัวหน้าญินจะถูกพันธนาการ ประตูต่างๆ ของนรกจะถูกปิดจะไม่มีประตูใดๆ ถูกเปิดขึ้น จะไม่มีประตูใดๆ ถูกปิด และผู้เรียกร้องจะร้องเรียกขึ้นว่า โอ้ผู้ปรารถนาความดีจงมาที่นี่ และโอ้ผู้ปรารถนาความชั่วจงเก็บกักตัว และเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺที่จะปลดปล่อยบ่าวบางคนของพระองค์ ให้พ้นจากไฟนรกในทุกๆ คืน"

3.3 คืนอัลก็อดรฺ

การที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงเลือกเดือนรอมฎอน เพราะอัลกุรอานุลกรีมถูกประทานลงมาในเดือนนั้น ในการนี้เราอาจจะได้รับความดีหรือผลประโยชน์สองประการในเดือนมหาจำเริญนี้

        ก. วันที่ประเสริฐยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺตะอาลา คือวันที่อยู่ในเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีกิจกรรมพิเศษให้เพิ่มมากขึ้น ในการนี้จะมีหลักฐานยืนยันถึงการแสวงหาค่ำคืนอัลก็อดรฺด้วยการเจาะจงให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการกระทำความดี ซึ่งจะได้กล่าวถึงเป็นรายละเอียดในบทที่เกี่ยวกับคืนอัลก็อดรฺต่อไป

        ข. อัลเนี๊อะมัต หรือความโปรดปรานนั้น เมื่อบรรดามุสลิมได้รับแล้ว จำเป็นที่พวกเขาจะต้องขอบคุณต่ออัลลอฮฺตะอาลาด้วยการปฏิบัติภาระกิจให้มากยิ่งขึ้น หลักฐานที่พอจะนำมายืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือคำตรัสของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา หลังจากความโปรดปรานเมื่อสิ้นสุดลงของเดือนแห่งการถือศีลอดแล้วคือ

وَلِتُكْمِلُواْ الْعِدَّةَ وَلِتُكَبِّرُواْ اللّهَ عَلَى مَا هَدَاكُمْ وَلَعَلَّكُمْ تَشْكُرُونَ ﴿١٨٥﴾

ความว่า "และเพื่อพวกเจ้าจะได้ให้ครบถ้วนจำนวน (แห่งการถือศีลอด) และเพื่อพวกเจ้าจะได้แซ่ซร้องความเกรียงไกรแด่อัลลอฮฺในการที่พระองค์ทรงชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่พวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ" (2/185)

และหวังจากความโปรดปรานเมื่อการทำพิธีฮัจญฺได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังคำตรัสของพระองค์ที่ว่า

فَإِذَا قَضَيْتُم مَّنَاسِكَكُمْ فَاذْكُرُواْ اللّهَ كَذِكْرِكُمْ آبَاءكُمْ أَوْ أَشَدَّ ذِكْراً

ความว่า "ครั้นเมื่อพวกเจ้าประกอบพิธีฮัจญฺของพวกเจ้าเสร็จแล้วก็จงกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺ ดังที่พวกเจ้ากล่าวรำลึกถึงบรรพบุรุษของพวกเจ้า หรือกล่าวรำลึกถึงให้มากยิ่งกว่า" (2/200)

 

4. การถือศีลอดเดือนรอมฎอนเป็นสิ่งจำเป็น

4.1 ผู้ใดสมัครใจทำความดีก็เป็นการดีแก่เขา

ดังได้กล่าวมาแล้วถึงคุณประโยชน์ต่างๆ ของการถือศีลอด ดังนั้นอัลลอฮฺตะอาลาจึงได้บัญญัติให้มีการถือศีลอดเดือนรอมฎอนแก่บรรดามุสลิม และเมื่อการหักห้ามจิตใจให้ห่างไกลจากความเคยชินต่างๆ เป็นการกระทำที่ยากลำบาก ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้การบัญญัติการถือศีลอดล่าช้าไปเป็นปีฮิจเราะฮฺที่สอง และเมื่อจิตใจได้แปรเปลี่ยนไปสู่การให้ความเป็นเอกภาพ (แด่อัลลอฮฺ) และให้ความยิ่งใหญ่แก่พิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนาได้แล้ว การปรับเปลี่ยนก็ได้มีขึ้นเป็นลำดับ โดยเริ่มขึ้นด้วยการสมัครใจพร้อมกับเรียกร้องให้มีการเชิญชวนในการถือศีลอด เพราะปรากฏว่าเป็นการยากลำบากแก่บรรดาศ่อฮาบะฮฺ คือผู้ใดประสงค์จะไม่ถือศีลอดพร้อมกับมีการไถ่บาปก็กระทำได้ ดังเช่นคำตรัสของอัลลอฮฺตะอาลา ในอายะฮฺที่ว่า

وَعَلَى الَّذِينَ يُطِيقُونَهُ فِدْيَةٌ طَعَامُ مِسْكِينٍ فَمَن تَطَوَّعَ خَيْراً فَهُوَ خَيْرٌ لَّهُ

 وَأَن تَصُومُواْ خَيْرٌ لَّكُمْ إِن كُنتُمْ تَعْلَمُونَ ﴿١٨٤﴾

ความว่า "และสำหรับบรรดาผู้ที่ถือศีลอดโดยลำบากยิ่ง ก็ให้ชดใช้ (การถือศีลอด) ด้วยการให้อาหารแก่คนยากจนขัดสนหนึ่งคน แต่ผู้ใดสมัครใจทำความดีก็เป็นการดีสำหรับเขา และการที่พวกเจ้าถือศีลอดนั้นเป็นการดียิ่งแก่พวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้" (2/184)

4.2 ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปรากฏอยู่ในเดือนนั้นก็จงถือศีลอด

ต่อมาอายะฮฺหลังจากนั้นได้ถูกประทานลงมา จึงได้ยกเลิกอายะฮฺก่อน ผู้ที่ได้กล่าวเช่นนั้นคือสาวกผู้มีฐานะสูง 2 ท่าน คือ อับดุลลอฮฺ อิบนฺอุมัร และสะละมะฮฺ อิบนฺอัลอักวะอฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม ได้กล่าวว่า อายะฮฺก่อนได้ถูกยกเลิกไปโดยอายะฮฺหลัง คือ

شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِيَ أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِّنَ الْهُدَى وَالْفُرْقَانِ فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ الشَّهْرَ فَلْيَصُمْهُ وَمَن كَانَ مَرِيضاً أَوْ عَلَى سَفَرٍ فَعِدَّةٌ مِّنْ أَيَّامٍ أُخَرَ يُرِيدُ اللّهُ بِكُمُ الْيُسْرَ وَلاَ يُرِيدُ بِكُمُ الْعُسْرَ وَلِتُكْمِلُواْ الْعِدَّةَ وَلِتُكَبِّرُواْ اللّهَ عَلَى مَا هَدَاكُمْ وَلَعَلَّكُمْ تَشْكُرُونَ ﴿١٨٥﴾

ความว่า "เดือนรอมฎอนนั้นเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาเพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดแจ้งจากแนวทางที่ถูกต้อง และเป็นการจำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปรากฏอยู่ในเดือนนั้นก็จงถือศีลอดใช้ในวันอื่น อัลลอฮฺทรงประสงค์ความสะดวกแก่พวกเจ้า และพระองค์ไม่ประสงค์ความยากลำบากแก่พวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะได้ให้ครบถ้วนจำนวน (แห่งการถือศีลอด) และเพื่อพวกเจ้าจะได้แซ่ซร้องความเกรียงไกรแด่อัลลอฮฺ ในการที่พระองค์ทรงชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่พวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ" (2/185)

มีรายงานจากอิบนฺอะบีลัยลา กล่าวว่า "บรรดาสาวกของมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เล่าให้เราฟังว่า รอมฎอนถูกกำหนดขึ้นดังนั้นจึงทำความลำบากให้แก่พวกเขา ต่อมามีบางคนได้ให้อาหารแก่คนยากจนขัดสนคนหนึ่งทุกๆ วันโดยไม่ถือศีลอดในหมู่ผู้ที่ประสบความยากลำบาก ในการนี้เป็นการผ่อนผันแก่พวกเขา ต่อมาได้มีการยกเลิกด้วยอายะฮฺนี้ และการที่พวกเจ้าถือศีลอดนั้นเป็นการดียิ่งแก่พวกเจ้า คือได้ถูกใช้ให้ถือศีลอด"

หลังจากนั้นการถือศีลอดเดือนรอมฎอนได้กลายมาเป็นเสาหลักของอิสลามและเป็นรุกุนหนึ่งของศาสนา ดังคำกล่าวของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า

( بُنِيَ الإِسْلامُ عَلَى خَمْسٍ : شَهَادَةِ أَنْ لا إِلَهَ إِلا اللهَ وَأَنَّ مُحَمَّدَاً رَسُولُ اللهِ ،

 وَإِقَامِ الصَلاةِ ، وَإِيْتَاءِ الزَّكَاةِ ، وَحَجَّ البَيْتِ وَصَوْمِ رَمَضَان )

رواه البخاري ومسلم عن ابن عمر

ความว่า "อิสลามตั้งอยู่บนหลักการณ์ 5 ประการคือ การปฏิญาณตนว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺ การธำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต (ทานบังคับ) การถือศีลอดเดือนรอมฎอน และการประกอบพิธีฮัจญฺ"

 

5. สนับสนุนให้ถือศีลอดเดือนรอมฎอน

5.1 ได้รับการอภัยโทษ     ผู้บัญญัติศาสนาได้สนับสนุนให้ถือศีลอดเดือนรอมฎอน โดยชี้แจงถึงคุณประโยชน์และตำแหน่งอันสูงของมัน ถ้าหากผู้ถือศีลอดมีโทษมากมายเท่าฟองน้ำในทะเล ก็จะได้รับการอภัยโทษเพราะการปฏิบัติอิบาดะฮฺที่ดีเช่นนี้

มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( مَنْ صَامَ رَمَضَانَ إِيمَانًا وَاحْتِسَابًا غُفِرَ لهُ ما تقَدّمَ مِنْ ذَنْبِهِ ) رواه البخاري ومسلم

ความว่า "ผู้ใดถือศีลอดรอมฎอนด้วยความศรัทธาและหวังการตอบแทนจากอัลลอฮฺ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาในอดีต"

และมีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

وعن أبي هريرة – رضي الله عنه – عن الرسول صلى الله عليه وسلم قال :  ( اَلصَّلَوَاتُ الْخَمْسُ ،

وَالْجُمُعَةُ إِلَى الْجُمُعَةِ ، وَرَمَضَانُ إِلَى رَمَضَانَ ، مُكَفِّرَاتٌ لِمَا بَيْنَهُنَّ إِذَا اجْتُنِبَتِ الْكَبَائِر ) رواه مسلم

ความว่า "การละหมาด 5 เวลา การละหมาดวันศุกร์ถึงอีกวันศุกร์หนึ่ง และการถือศีลอดรอมฎอนหนึ่งถึงอีกรอมฎอนหนึ่ง เป็นการลบล้างบาปที่มีขึ้นระหว่างเวลานั้น ทั้งนี้เมื่อมีการหลีกเลี่ยงจากบาปใหญ่ๆ"
บันทึกโดยมุสลิม

และมีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า

وعن أبي هريرة – رضي الله عنه – أن النبي صلى الله عليه وسلم صَعِدَ الْمِنْبَرَ فَقَالَ : ( آمِيْنَ ، آمِيْنَ ، آمِيْنَ ) قِيْلَ  : يَارَسُول الله : إِنَّكَ صَعِدْتَ الْمِنْبَرَ فَقُلْتَ :  آمِيْنَ ، آمِيْنَ ، آمِيْنَ ؟ فَقَالَ : (  إِنَّ جِبْرَائِيْلَ عَلَيْهِ السَّلامُ  أَتَانِيْ فَقَالَ : مَنْ أَدْرَكَ شَهْرَ رَمَضَانَ فَلَمْ يُغْفَرْ لَهُ فَدَخَلَ النَّارَ فَأَبْعَدَهُ اللهُ . قُلْ : آمِيْنَ ، فَقُلْتُ : آمِيْنَ  ( ...  الحديث.

رواه ابنُ خُزَيْمَة وأَحْمَدُ والبَيْهَقِيُّ وسنده صحيح .

ความว่า "แท้จริงเมื่อท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ก้าวขึ้นมิมบัร ท่านได้กล่าวว่า "อามีน อามีน อามีน" มีผู้ถามว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ท่านร่อซูลุลลอฮฺตอบว่า แท้จริงญิบรออีล  ได้มาหาฉัน (ขณะนั้น) แล้วกล่าวว่า ผู้ใดเข้าสู่เดือนรอมฎอนแล้วเขาไม่ได้รับการอภัยโทษ เขาเข้าสู่ไฟนรก ขอให้เขาห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์ ท่านจงกล่าวว่า อามีน แล้วฉันก็กล่าวว่า อามีน"   บันทึกโดยอัลคุซัยมะฮฺ อะหมัด และอัลบัยฮะกีย์

5.2 ตอบรับการวิงวอน (ดุอาอฺ) และปลดเปลื้องจากไฟนรก ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"แท้จริง อัลลอฮฺนั้น ในทุกวันและทุกคืนของเดือนรอมฎอนนั้น อัลลอฮฺจะทรงปลดปล่อยจากไฟนรก และสำหรับมุสลิมทุกคน เมื่อเขาวิงวอนขอพร เขาจะได้รับการตอบรับ"

5.3 จะอยู่ในหมู่ผู้มีธรรมะและผู้ตายชะฮีด

وعن عمرو بن مرة الجهني قال: جاء رسول الله صلى الله عليه وسلم رجل من قضاعة فقال: يا رسول الله! أرأيت إن شهدت أن لا إله إلا الله، وأنك محمد رسول الله، وصليت الصلوات الخمس، وصمت الشهر، وقمت رمضان، وآتيت الزكاة؟ فقال النبي صلى الله عليه وسلم: من مات على هذا كان من الصديقين والشهداء.

มีรายงานจากอัมรฺ อิบนฺมุรเราะฮฺ อัลญุฮะนีย์   แจ้งว่า มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ท่านมีความเห็นอย่างไร? หากว่าฉันปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และท่านเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺ และฉันได้ละหมาด 5 เวลา และฉันได้จ่ายซะกาต และฉันได้ถือศีลอดรอมฎอน และฉันได้ละหมาดกลางคืนในเดือนรอมฎอน ดังนั้นฉันจะเป็นบุคคลชนิดใด? ท่านร่อซูลุลลอฮฺตอบว่า ท่านจะอยู่ในหมู่ผู้มีธรรมะและผู้ตายชะฮีด"

 

6. การปรากฏของเดือนรอมฎอน

6.1 นับจำนวนวันของเดือนชะอฺบาน     เป็นหน้าที่ของประชาชาติอิสลามที่จะต้องนับจำนวนวันของเดือนชะอฺบานเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่เดือนรอมฎอน เพราะเดือนหนึ่งจะมี 29 วัน หรือ 30 วัน ดังนั้นจึงให้ถือศีลอดเมื่อเห็นเดือนเสี้ยว ถ้าหากเดือนเสี้ยวถูกเมฆหมอกมาบดบัง ก็ให้คาดคะเนนับเดือนชะอฺบานให้ครบ 30 วัน เพราะอัลลอฮฺ   พระผู้ทรงให้กำเนิดชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระองค์ทรงทำให้เดือนข้างขึ้นเป็นกำหนดเวลาเพื่อมนุษย์จะได้รู้จำนวนปีและการคำนวณ และเดือนหนึ่งจะมีไม่เกิน 30 วัน    

وعن أبي هريرة – رضي الله عنه – قال : قال الله رسول صلى الله عليه وسلم :

( صُوْمُوْا لِرُؤْيَتِهِ وَ أَفْطِرُوْا لِرُؤْيَتِهِ ، فَإِنْ غُمََّ عَلَيْكُمْ فَأَكْمِلُوْا عِدَّةَ شَعْبَانَ ثَلاَثِيْنَ )

 رواه البخاري ومسلم

ความว่า มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจงถือศีลอดด้วยการดูดวงจันทร์ และจงละศีลอดด้วยการดูดวงจันทร์ ถ้าหากดวงจันทร์ถูกเมฆหมอกมาบดบังแก่พวกท่าน ก็จงนับเดือนชะอฺบานให้ครบ 30 วัน" บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม

และมีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนฺอุมัร แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายอย่าถือศีลอดจนกว่าจะมองเห็นเดือนเสี้ยว และอย่าละศีลอดจนกว่าจะมองเห็นเดือนเสี้ยว ถ้าหากดวงจันทร์ถูกเมฆมาบดบังแก่พวกท่าน ก็จงนับเดือนให้ครบ 30 วัน"

6.2 ผู้ใดถือศีลอดในวันสงสัย แท้จริงเขาฝ่าฝืนท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม     ดังนั้นมุสลิมไม่สมควรจะถือศีลอดล่วงหน้าวันหนึ่งหรือสองวัน เว้นแต่จะไปตรงกับการถือศีลอดของเขาที่เคยกระทำอยู่ก่อนแล้ว    

มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายอย่าถือศีลอดเดือนรอมฎอนล่วงหน้าวันหนึ่งหรือสองวัน เว้นแต่ผู้ที่เคยถือศีลอดอยู่ก่อนแล้ว ก็ให้เขาถือได้"

6.3 หากมีพยานยืนยันการเห็นดวงจันทร์ก็จงถือศีลอดและละศีลอด     การเห็นดวงจันทร์จะเป็นที่รับรองได้ด้วยการที่พยานที่เป็นมุสลิมที่เที่ยงธรรม 2 คน ยืนยันเห็นดวงจันทร์ ดังคำกล่าวของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า

( صُوْمُوْا لِرُؤْيَتِهِ وَ أَفْطِرُوْا لِرُؤْيَتِهِ وَانْسُكُوا لهَا ،

 فَإِنْ غُمََّ عَلَيْكُمْ فَأَكْمِلُوْا ثَلاَثِيْنَ ، فَإِنْ شَهِدَ شَاهِدَانِ فَصُوْمُوْا وَأَفْطِرُوْا )

رواه أحمد و النسائي وسنده حسن

ความว่า "ท่านทั้งหลายจงถือศีลอดด้วยการดูดวงจันทร์ และจงละศีลอดด้วยการดูดวงจันทร์ และจงทำอิบาดะฮฺด้วยการดูดวงจันทร์ ถ้าหากดวงจันทร์ถูกเมฆหมอกมาบดบังแก่พวกท่าน ก็จงนับเดือนให้ครบ 30 วัน ถ้าหากมีพยาน 2 คน ยืนยันการเห็นดวงจันทร์ ท่านทั้งหลายก็จงถือศีลอดและท่านทั้งหลายจงละศีลอด"   บันทึกโดยอันนะซาอีย์ และอะหมัด

 

7. การตั้งเจตนารมณ์ (เหนียต)

7.1 จำเป็นต้องตั้งเจตนาในการถือศีลอดที่เป็นฟัรฎูก่อนเวลาฟัจรฺ

เมื่อปรากฎเป็นที่แน่นอนว่าได้เข้าเดือนรอมฎอนแล้วไม่ว่าจะโดยการเห็นดวงจันทร์ หรือมีพยานเห็น หรือนับเดือนซะอฺบานให้ครบ 30 วัน จำเป็นแก่มุสลิมทุกคนผู้มีสติสัมปชัญญะต้องตั้งเจตนาการถือศีลอดของเขาในเวลากลางคืน ดังมีหลักฐานต่อไปนี้

( مَنْ لَمْ يُجْمِعِ الصِّيَامَ قَبْلَ الْفَجْرِ فَلا صِيَامَ لَهُ )

أخرجه أبوداود وابن خزيمة البيهقي بسنده صحيح

ความว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ผู้ใดไม่ได้ตั้งเจตนาถือศีลอดก่อนแสงฟัจรขึ้น การถือศีลอดของเขาในวันนั้นใช้ไม่ได้    บันทึกโดย : อะบูดาวู๊ด อิบนุคุไซมะฮ และอัลบัยฮะกีย์ และว่าเป็นสายสืบที่ศอฮี้ฮฺ

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้อีกว่า

ความว่า ผู้ใดไม่ได้ตั้งเจตนาถือศีลอดในเวลากลางคืน การถือศีลอดของเขาในวันนั้นใช้ไม่ได้    บันทึกโดย : อันนะซาอีย์ อัลบัยฮะกีย์ และอิบนฺหัซมฺ และว่าเป็นสายสืบที่ศอเฮี้ยะฮฺ

ตามหลักฐานดังกล่าวนี้ การตั้งเจตนาสำหรับการถือศีลอดที่เป็นฟัรฎูเป็นสิ่งที่จำเป็น (วาญิบ) ส่วนการถือศีลอดที่เป็นซุนนะฮฺไม่จำเป็นต้องตั้งเจตนาในเวลากลางคืน ดังมีหลักฐานต่อไปนี้คือ

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มาหาท่านหญิงอาอิชะฮฺ เช้าวันหนึ่งไม่ใช่ในเดือนรอมฎอนและได้กล่าวกับนางว่า

( هَلْ عِنْدَ كُمْ غَدَاءٌ ؟ وَإِلا فَإِنِّيْ صَائِمٌ ) أخرجه مسلم

ความว่า เธอมีอาหารเช้าหรือไม่ ? ถ้าไม่มีฉันจะถือศีลอด บันทึกโดย : มุสลิม

ในหมู่ศ่อฮาบะฮฺหลายท่านได้กระทำเช่นนั้น คือ อะบีดัรดาอฺ อะบีฎ็อลหะฮฺ อะบีฮุรอยเราะฮฺ อิบนฺอับบาส หุซัยฟะฮฺอิบนิลยะมาน เป็นต้น

ตำแหน่งของการตั้งเจตนาอยู่ที่หัวใจ การกล่าวเป็นคำพูดออกมาเป็นบิดอะฮฺ ถึงหากว่าจะมีผู้คนเห็นว่าเป็นบิดอะฮฺ หะซะนะฮฺ ก็ตาม เพราะท่านนะบีมิได้กระทำ

 

8. เวลาของการถือศีลอด

8.1 อัลฟัจรฺ (รุ่งอรุณ) มีสองชนิด

8.1.1 อัลฟัจรฺเทียม คือ เวลาที่ไม่อนุญาตให้ละหมาดศุบฮฺ แต่อนุญาตให้ผู้ถือศีลอดกินอาหารได้

8.1.2 อัลฟัจรฺแท้ คือเวลาที่ห้ามมิให้ผู้ถือศีลอดกินอาหาร แต่อนุญาตให้ละหมาดศุบฮฺได้

มีรายงานจากอิบนอับบาสแจ้งว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า อัลฟัจรมีสองชนิด สำหรับชนิดแรกไม่อนุญาตให้ละหมาดศุบฮฺ แต่อนุญาตให้กินอาหารได้ ส่วนชนิดหลังห้ามกินอาหารแต่อนุญาตให้ละหมาดศุบฮฺได้   บันทึกโดย : อิบนคุไซมะฮฺ อัดดารุกุฎนีย์ อัลฮากิม และอัลบัยฮะกีย์

ดังกล่าวข้างต้นก็เป็นที่ประจักษ์แล้ว ดังนั้นจงระงับการกิน การดื่ม และการร่วมเพศกับภริยาของท่าน แต่ถ้าในมือของท่านกำลังถือแก้วน้ำเพื่อจะดื่ม ก็จงดื่มเถิด เพราะเป็นการอนุญาตจากพระผู้ทรงไว้ซึ่งความเมตตาแด่ปวงบ่าวผู้ถือศีลอดของพระองค์ ถึงแม้ว่าท่านจะได้ยินเสียงอะซานก็ตาม

เพราะท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า

( إِذَا سَمِعَ أَحَدُكُمْ النِّدَاءَ وَ الإِنَاءُ فِي يَدِهِ فَلا يَضَعْهُ حَتَّى يَقْضِيَ حَاجَتَهُ مِنْهُ )

أخرجه أحمد وأبوداود والحاكم بسند صحيح

ความว่า เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านได้ยินเสียงอะซานในขณะที่แก้วน้ำอยู่ในมือของเขา ก็อย่าได้วางมันจนกว่าเขาจะดื่มให้เป็นที่พอใจของเขา   บันทึกโดย : อะหมัด อะบูดาวู๊ด และอัลฮากิม และว่าเป็นสายสืบที่ศอฮี้ฮฺ

จุดมุ่งหมายของคำว่า อะซาน ในที่นี้ก็คือ อะซานฟัจรครั้งที่สอง ซึ่งหมายถือแสงอรุณแท้ ด้วยหลักฐานที่มีคำเพิ่มซึ่งบันทึกโดยอะหมัด อิบนญะรีรอัฎฎอบรีย์และคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นคำเพิ่มจากหะดีษ ดังกล่าว

เพื่อเป็นการยืนยันตามความหมายดังกล่าว ซึ่งมีรายงานจากอะบูอุมามะฮฺ กล่าวว่า เมื่อมีการอะซานฟัจร ขณะที่แก้วน้ำอยู่ในมือของอุมัร เขาได้กล่าวขึ้นว่าฉันจะดื่มน้ำได้หรือไม่ โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ? ท่านร่อซูลุลลอฮตอบว่าดื่มได้ เขาจึงดื่มน้ำนั้น

8.2 แล้วจงถือศีลอดให้ครบสมบูรณ์จนถึงพลบค่ำ

เมื่อเวลาพลบค่ำคืบคลานมาทางด้านทิศตะวันออกและเวลากลางวันได้ผ่านพ้นไปทางทิศตะวันตก และดวงอาทิตย์ได้ลับของฟ้าแล้ว ก็จงแก้ศีลอดได้

มีรายงานจากอุมัรแจ้งว่าท่านร่อซูลลุลอฮฺ   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า เมื่อเวลากลางคืนคืบคลานมาทางนี้ (ทิศตะวันออก) และเวลากลางวันได้ผ่านพ้นไปทางนี้ (ทิศตะวันตก) และดวงอาทิตย์ได้ลับของฟ้าแล้ว ผู้ถือศีลอดก็จงแก้ศีลอด   บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ และมุสลิม

ในกรณีเช่นนี้จะเกิดขึ้นหลังจากการตกลับขอบฟ้าของดวงอาทิตย์ทันที ถึงแม้ว่าแสงของมันจะเห็นได้อย่างชัดแจ้งก็ตาม เพราะตามแนวทางของท่านนะบี เมื่อท่านจะแก้ศีลอด ท่านจะกล่าวว่าดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้วท่านก็แก้ศีลอด

และเป็นที่ยืนยันว่าบรรดาสาวกของท่านนะบีได้ปฏิบัติตามคำพูดของท่าน เพราะการกระทำของพวกเขาสอดคล้องกับคำพูดของท่านนะบี เช่น อะบูสะอีดอัลคุดรีย์จะแก้ศีลอด เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว

 

9. สะฮูร

9.1 เคล็ดลับของการกินสะฮูร

อัลลอฮฺ ได้บัญญัติการถือศีลอดแก่เรา ดังเช่นที่พระองค์ได้บัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้าพวกเราคือพวกอะฮฺลุลกิตาบ พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ ﴿١٨٣﴾

ความว่า โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า ดังเช่นได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง (2/183)

ปรากฎว่า เมื่อการถือศีลอดได้ถูกบัญญัติให้แก่พวกอะฮฺลุลกิตาบในสมัยก่อนอิสลามนั้น ในเวลาถือศีลอด ถ้าพวกเขานอนหลับเสียก่อนการแก้ศีลอด   ในคืนนั้นทั้งคืนพวกเขาจะไม่มีโอกาสได้กินได้ดื่มและร่วมหลับนอนกับภรรยาของพวกเขาจนกระทั่งในวันรุ่งขึ้น ต่อมาการถือศีลอดได้ถูกบัญญัติให้แก่บรรดามุสลิมด้วยในระยะแรกของการถือศีลอด และต่อมาบัญญัติดังกล่าวได้ถูกยกเลิก ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงได้ใช้ให้มีการกินสะฮูร ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการแตกต่างระหว่างการถือศีลอดของเรากับการถือศีลอดของพวกอะฮฺลุลกิตาบ

มีรายงานจากอัมรฺ อิบนุลอ๊าศ แจ้งว่า แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ข้อแตกต่างระหว่างการถือศีลอดของเรากับการถือศีลอดของพวกอะฮฺลุลกิตาบ คือการกินสะฮูร บันทึกโดย : มุสลิม

9.2 คุณประโยชน์ของการกินสะฮูร

9.2.1 การกินสะฮูรมีความจำเริญ (บะร่อกะฮฺ)

ـ عن أبي عثمان النهدي عن سلمان الفارسي ـ رضي الله عنه ـ قال : قال رسول الله ـ صلى الله عليه وسلم ـ : " البركة في ثلاثة : في الجماعة والثريد والسحور "

มีรายงานจากซัลมาน อัลฟาริซีย์ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ความจำเริญ (บะร่อกะฮฺ) นั้นมีอยู่ใน 3 ประการคือ การรวมกันเป็นหมู่คณะ (อัลญะมาอะฮฺ) น้ำซุปผสมกับขนมปัง (อัซซะรีด) และการกินสะฮูร  บันทึกโดย : อัฎฎอบรอนีย์

มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนิลฮาริซ จากชายคนหนึ่งที่เป็นสาวกของท่านนะบี กล่าวว่าฉันได้เข้าไปหาท่านนะบี ในขณะที่ท่านกำลังกินสะฮูรอยู่ ท่านได้กล่าวว่า แท้จริงสะฮูรนั้นเป็นความจำเริญ (บะร่อกะฮฺ) อัลลอฮฺได้ประทานให้แก่พวกท่านโดยเฉพาะ ดังนั้นพวกท่านอย่าละเว้นการกินสะฮูร

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการกินสะฮูรนั้นมีความจำเริญ (บะร่อกะฮฺ) เพราะเป็นการปฏบัติตามซุนนะฮฺ ทำให้ผู้ถือศีลอดมีพลังในการประกอบอิบาดะฮฺ มีความแตกต่างกับพวกอะฮฺลุลกิตาบ เพราะพวกเขาไม่กินสะฮูร ด้วยเหตุนี้ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เรียกชื่อสะฮูร ว่าเป็นอาหารเช้าที่มีความจำเริญ ทั้งนี้ตามรายงานหะดีษของท่านนะบี ซึ่งบันทึกโดยอัลอิรบาฎ อิบนฺ ซาริยะฮฺ และอะบีอัดดัรดาอฺ ที่กล่าวว่า

( هَلُمَّ إِلَى الغَدَاءِ الْمُبَارَك ) يعني السحور.

حديث صحيح رواه أحمد وابن حبان

ความว่า จงมาร่วมกินอาหารเช้าที่มีความจำเริญ หมายถึงกินสะฮูร  หะดีษศ่อฮี้ฮฺ บันทึกโดย : อะหมัด และอิบนฺฮิบบาน

9.2.2 อัลลอฮฺประทานความเมตตา และมะลาอิกะฮฺ จะขอพรให้ผู้กินสะฮูร

หวังว่าส่วนหนึ่งจากความยิ่งใหญ่แห่งความจำเริญของการกินสะฮูร คือการที่อัลลอฮฺ ทรงแผ่คลุมการอภัยโทษของพระองค์แก่บรรดาผู้กินสะฮูร และประทานความเมตตาของพระองค์ให้แก่พวกเขาอย่างสมบูรณ์ และมะลาอิกะฮฺของพระองค์ได้ขออภัยโทษให้แก่พวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระในเดือนแห่งอัลกุรอาน

มีรายงานจากอะบีสะฮีดอัลคุดรีย์ แจ้งว่าท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( السَّحُوْرُ أَكْلُهُ بَرَكَةٍ ، فَلاَ تَدَعُوْهُ وَلَوْ أَنْ يَجْرَعَ أَحَدُكُمْ جَرْعَةً مِنْ مَاءٍ ،

 فَإِنَّ اللهَ وَالْمَلاَئِكَتَهُ يُصَلُّوْنَ عَلَى الْمُتَسَحِّرِيْنَ )

 أخرجه أحمد بإسناد قوي أنظر الترغيب

ความว่า สะฮูรเป็นอาหารที่มีความจำเริญ (บะร่อกะฮฺ) ดังนั้นพวกท่านอย่าได้ละเว้นมัน แม้ว่าคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านจะดื่มน้ำสักอึกหนึ่ง เพราะอัลลอฮฺจะประทานความเมตตา และมะลาอิกะฮฺของพระองค์จะขอพรให้แก่บรรดาผู้กินสะฮูร  บันทึกโดย : อะหมัด ด้วยสายสืบที่แข็งแรง

ดังนั้นไม่เป็นการบังควรแก่มุสลิมที่จะพลาดผลบุญอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้าผู้ทรงเมตตา และการกินสะฮูรที่ประเสริฐยิ่งของมุอฺมินคืออินทผลัม

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า อาหารสะฮูรที่เป็นที่โปรดปรานของมุอฺมินคืออินทผลัม   บันทึกโดย : อะบูดาวู๊ด อิบนิฮิบบาน และอัลบัยฮะกีย์ จากรายงานของอะบูฮุรอยเราะฮฺ

ดังนั้นผู้ใดที่ไม่มีอินทผลัมก็ควรกินสะฮูร ถึงแม้จะดื่มน้ำสักอึกหนึ่งดังได้กล่าวมาแล้ว และคำกล่าวของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า พวกท่านจงกินสะฮูรเถิด ถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำสักอึกหนึ่ง   บันทึกโดย : อะบูดาวู๊ด อิบนิฮิบบาน และอัลบัยฮะกีย์ จากรายงานของอะบูฮุรอยเราะฮฺ

9.2.3 กินสะฮูรให้ล่า

เป็นที่ชอบให้กินสะฮูรล่าออกไปจนกระทั่งก่อนเวลาฟัจรเล็กน้อย เพราะท่านนบี และเซดอิบนฺซาบิต ได้กินสะฮูรร่วมกัน เมื่อทั้งสองกินสะฮูรเสร็จแล้วท่านนะบี ได้ลุกขึ้นไปเพื่อทำละหมาด เวลาว่างระหว่างการกินสะฮูรกับการเข้าไปทำละหมาดของทั้งสอง เป็นระยะเวลาประมาณได้เท่ากับการอ่านอัลกุรอาน 50 อายะฮฺ

มีรายงานจากอะนัส จากเซดอิบนฺซาบิต กล่าวว่า เราได้กินสะฮูรพร้อมกับท่านนะบี แล้วท่านได้ลุกขึ้นไปละหมาด ฉันได้ถามท่านว่าระยะเวลาระหว่างการอะซานและการกินสะฮูรยาวนานเท่าใด ? ท่านตอบว่าประมาณ 50 อายะฮฺ   บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ และมุสลิม

9.2.4 ข้อชี้ขาดเกี่ยวกับการกินสะฮูร

ด้วยเหตุดังกล่าวท่านร่อซูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงมีคำสั่งอย่างหนักแน่นว่า ผู้ใดประสงค์จะถือศีลอดก็ให้เขากินสะฮูร ได้กล่าวว่า

( مَنْ أَرَادَ أَنْ يَصُوْمَ فَلْيَتَسَحِّرْ بِشَيْءٍ )

حديث حسن رواه ابن أبي شيبة وأحمد

ความว่า ผู้ใดประสงค์จะถือศีลอดก็จงกินสะฮูรด้วยสิ่งหนึ่ง  หะดีษหะซัน บันทึกโดย : อิบนฺอะบีชัยบะฮฺ และอะหมัด

และท่านได้กล่าวห้ามมิให้ละเว้นการกินสะฮูรไว้โปรดดูข้อ 9.2.2

ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คำสั่งใช้ของท่านนะบี เป็นคำสั่งที่เน้นหนักถึงความสำคัญของการกินสะฮูร ซึ่งพอสรุปได้ 3 ประเด็นคือ

    1. เป็นคำสั่งใช้ให้ปฏิบัติ
    2. เป็นสัญลักษณ์แห่งการถือศีลอดของมุสลิมีน และเป็นข้อแตกต่างระหว่างการถือศีลอดของมุสลิมีนกับการถือศีลอดของบุคคลอื่น
    3. เป็นการห้ามมิให้ละเว้นการกินสะฮูร

และนี่คือความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและเป็นหลักฐานอันชัดเจน

 

10. สิ่งจำเป็นที่ผู้ถือศีลอดควรละเว้น

ผู้ถือศีลอดคือผู้ที่อวัยวะทุกส่วนของเขาจะต้องระงับจากการกระทำที่เป็นบาปและเป็นโทษ ลิ้นของเขาจะต้องระงับจากการพูดเท็จ คำพูดที่ไร้สาระเหลวไหล คำพูดที่หยาบคายลามก ท้องของเขาจะต้องระงับจากการกินการดื่ม อวัยะเพศของเขาจะต้องระงับจากการกระทำที่เป็นลามก ถ้าหากเขาพูดจะต้องไม่พูดในสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดของเขาไร้ผล และถ้าหากเขาจะทำกิจกรรมใดจะต้องไม่กระทำในสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดของเขาเสียหาย คำพูดของเขาที่ออกมาควรเป็นคำพูดที่ดีและการกระทำของเขาก็เช่นเดียวกัน ควรเป็นการกระทำที่ดีบังเกิดผล

ท่านนะบี สนับสนุนให้มุสลิมผู้ถือศีลอดมีมรรยาทที่ดีงาม และความประพฤติปฏิบัติเป็นที่ยอมรับและน่าสรรเสริญ และปลีกตัวให้ห่างไกลจากการกระทำที่น่าเกลียดน่าชัง และการพูดจาที่หยาบคายสามหาวลามก อนาจาร นี่คือ การงานที่เป็นผิด เป็นบาป ถ้าหากมุสลิมถูกใช้ให้ปลีกตัวให้ห่างไกล และละเว้นมิให้ประพฤติปฏิบัติในทุกๆ วัน แน่นอนการห้ามมิให้ปฏิบัติในระหว่างการถือศีลอดก็เป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังเป็นที่สุด

จำเป็นแก่มุสลิมผู้ถือศีลอดจะต้องปลีกตัวออกมาจากการกระทำที่จะทำให้การถือศีลอดของเขาต้องสูญเสียไป และเพื่อที่จะทำให้การถือศีลอดของเขาบังเกิดผลและบรรลุสู่การยำเกรง (ตักวา) ซึ่งอัลลอฮฺตะอาลา ได้กล่าวไว้ในเรื่องนี้ว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ ﴿١٨٣﴾

ความว่า โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า ดังเช่นได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง (2/183)

เพราะว่าการถือศีลอดเป็นสื่อนำไปสู่การยำเกรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันจะช่วยระงับจิตใจมิให้โน้มเอียงไปสู่การไม่เชื่อฟังและขัดคำสั่ง สมจริงดังคำกล่าวของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า การถือศีลอดเป็นเกราะคุ้มกัน ซึ่งเราได้กล่าวไว้ในหัวข้อเรื่อง คุณประโยชน์ของการถือศีลอดแล้ว ต่อไปนี้ขอให้เรามาทำความรู้จักกับสิ่งที่ผู้ถือศีลอดควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้การถือศีลอดของเราสมบูรณ์ และเป็นที่รับรอง ณ ที่อัลลอฮฺ คือ

10.1 การกล่าวคำเท็จ

มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( مَنْ لَمْ يَدَعْ قَوْلَ الزُوْرِ وَالعَمَلَ بِهِ فَلَيْسَ اللهِ حَاجَةً أَنْ يَدَعَ طَعَامَهُ وَشَرَابَه ) رواه البخاري

ความว่า ผู้ใดไม่ละเว้นการพูดเท็จและการกระทำที่เป็นเท็จ อัลลอฮฺก็ไม่ทรงประสงค์การอดอาหารและเครื่องดื่มของเขาบันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ

กล่าวคือเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนใด ๆ หรือผลบุญจากการถือศีลอดของเขา

10.2 การพูดหรือการกระทำที่ไร้สาระ และการพูดจาหยาบคาย

มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( لَيْسَ الصِّيَامُ مِنْ الأَكْلِ وَالشَّرَابِ ، إِنَّمَا الصِّيَامُ مِنَ الَّلغْوِ وَالرَّفَثِ ،

فَإِنْ سَابَّكَ أَحَدٌ أَوْ جَهِلَ عَلَيْكَ فَقُلْ : إِنِّي صَائِمٌ إِنِّي صَائِمٌ )

رواه ابن خزيمة والحاكم وسنده حسن

ความว่า การถือศีลอดมิใช่ (การละเว้น) จากการกินการดื่มเท่านั้น แต่การถือศีลอด (จะต้องละเว้น) จากการพูดจาหรือการกระทำที่ไร้สาระและการพูดจาหยาบคายด้วย หากมีผู้ใดมาสบประมาทหรือเยาะเย้ยท่าน ก็จงกล่าวแก่เขาว่าฉันเป็นผู้ถือศีลอด ฉันเป็นผู้ถือศีลอด  บันทึกโดย : อับนคุซัยมะฮฺ และอัลฮากิม และว่าเป็นสายสืบที่หะซัน

ด้วยเหตุนี้จึงมีสัญญาร้ายจากท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แก่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไม่ดี ไม่เหมาะสมว่า

( رُبَّ صَائِمٍ حَظُّهُ مِنْ صِيَامِهِ الجُوعُ وَالْعَطَشُ )

رواه أحمد وابن ماجة عن أبي هريرة بسنده صحيح

ความว่า บางทีผู้ถือศีลอดนั้น ส่วนได้ของเขาจากการถือศีลอดของเขาก็คือ การหิวและการกระหายเท่านั้น บันทึกโดย : อิบนฺมาญะฮฺและอะหมัด รายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ ด้วยสายสืบที่ศ่อฮี้ฮฺ

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ผู้ใดที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น เนื่องจากเขาไม่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงของการถือศีลอดที่อัลลอฮฺทรงใช้ให้เขายึดถือปฏิบัติ ดังนั้นพระองค์จึงลงโทษเขาด้วยการทำให้ผลบุญและการตอบแทนสูญเสียไป

 

11. สิ่งที่อนุญาตให้ผู้ถือศีลอดปฏิบัติได้

บ่าวที่จงรักภักดีมีความเข้าใจในกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺจะไม่สงสัยเลยว่า แท้จริงอัลลอฮฺ ทรงประสงค์ที่จะให้ปวงบ่าวของพระองค์มีความสะดวกสบาย และไม่ทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขาได้รับความยากลำบากในการถือศีลอด พระองค์ทรงอนุญาตให้ผู้ถือศีลอดกระทำได้ในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

11.1 ผู้ถือศีลอดเมื่อเกิดมีหะดัษใหญ่

ปรากฎว่าท่านนะบีเกิดมีหะดัษใหญ่กับภรรยาของท่านจนกระทั่งถึงเวลาฟัจร หลังจากนั้นท่านได้อาบน้ำญะนาบะฮฺและถือศีลอด

11.2 การแปรงฟันสำหรับผู้ถือศีลอด

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

( لَوْ لا أَنْ أَشُقَّ عَلَى أُمَّتِيْ لأَمَرْتُهُمْ بِالسِِّوَاكِ عِنْدَ كُلِّ وُضُوْءٍ )

أخرجه البخاري ومسلم

ความว่า หากไม่เป็นการยากลำบากแก่ประชาชาติของฉันแล้ว ฉันจะใช้ให้พวกเขาแปรงฟันในเวลาอาบน้ำละหมาดทุกครั้ง บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺและมุสลิม

ท่านร่อซูลมิได้เจาะจงให้แปรงฟันเฉพาะผู้ถือศีลอดเท่านั้น ในการนี้เป็นการบ่งชี้ให้แปรงฟันสำหรับผู้ถือศีลอด และผู้ที่ไม่ได้ถือศีลอดด้วยในขณะเวลาอาบน้ำละหมาดทุกครั้งและทุกเวลาละหมาด

และเช่นเดียวกัน เป็นการบ่งชี้โดยรวมในทุกเวลาทั้งก่อนและหลังตะวันคล้อย อัลลอฮฺทรงรอบรู้ดียิ่ง

11.3 การใช้น้ำกลั้วปากและสูดน้ำเข้าจมูก

เพราะท่านนะบีเคยใช้น้ำกลั้วปากแล้วบ้วนทิ้งและสูดน้ำเข้าจมูกแล้วสั่งออกด้วยมือซ้ายในขณะที่ท่านถือศีลอด แต่ท่านห้ามมิให้ผู้ถือศีลอดกระทำมากเกินไป

ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “…….จงสูดน้ำเข้าจมูกมาก เว้นแต่ท่านจะถือศีลอด

11.4  การหยอกล้อและการจูบขณะถือศีลอด

มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺแจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺจูบขณะที่ท่านถือศีลอด และท่านหยอกล้อขณะที่ท่านถือศีลอด แต่ปรากฎว่าท่านเป็นผู้ที่ควบคุมอารมณ์ได้ดียิ่งกว่าพวกท่าน

การกระทำดังกล่าวนี้ไม่ชอบที่จะให้สามีภริยาที่อยู่ในวัยหนุ่มกระทำกัน

มีรายงานจากอับดุลลอฮฺอิบนฺอมัร อิบนุลอ๊าศ แจ้งว่า พวกเรานั่งอยู่ร่วมกับท่านนะบี มีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาหาท่านนะบี เขากล่าวถามขึ้นว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ฉันจะจูบขณะถือศีลอดได้ไหม ? ท่านนะบีตอบว่า ไม่ได้ต่อมาได้มีชายแก่คนหนึ่งเข้ามาหา และกล่าวขึ้นว่า ฉันจะจูบขณะถือศีลอดได้ไหม ? ท่านนะบีตอบว่า ได้ พวกเราก็มองตาซึ่งกันและกันในเชิงสงสัย ท่านร่อซูลุลลอฮฺได้ตอบข้อสงสัยของพวกเราว่า แท้จริงชายคนแก่นั้นสามารถควบคุมอารมณ์ของเขาได้

11.5 การตรวจเลือดและฉีดยาที่มิใช่บำรุงกำลัง

การกระทำดังกล่าวนี้ไม่ทำให้ต้องเสียศีลอด

11.6 การกรอกเลือด

ปรากฏว่าการกรอกเลือดอยู่ในประเภทที่ทำให้เสียศีลอด ต่อมาได้ถูกยกเลิก มีรายงานจากท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าท่านได้กรอกเลือดขณะถือศีลอด ทั้งนี้ตามรายงานของอิบนฺ อับบาส แจ้งว่า

แท้จริงท่านนะบีได้กรอกเลือดขณะที่ท่านถือศีลอด บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ

11.7 ชิมอาหาร

ทั้งนี้โดยมีขอบเขตมิให้อาหารเข้าสู่ลำคอ โดยมีรายงานจากอิบนฺอับบาส กล่าวว่า ไม่เป็นความผิดหรือไม่เป็นไรที่จะชิมรสชาติของน้ำส้มหรืออาหาร ตราบใดที่ไม่เข้าสู่ลำคอในขณะถือศีลอด บันทึกโดย : อิบนฺอะบีชัยบะฮฺ และอัลบัยฮะกีย์

11.8 ผงทาตาและยาหยอดตาและอื่น ๆ

การใช้สิ่งเหล่านี้ทาและหยอดตาไม่เป็นการเสียศีลอดถึงแม้จะมีรสชาดของมันในลำคอหรือไม่มีก็ตาม นี่คือแนวคามคิดที่ชัยคุลอิสลามให้น้ำหนักมากกว่าในบทความเรื่อง ข้อเท็จจริงของการถือศีลอด และลูกศิษย์ของเขาคืออิบนุก็อยยิม ในหนังสือของเขา ซาดุลมะอ๊าด และอิหม่ามอัลบุคอรียฺในหนังสือ ศ่อฮี้ฮฺของเขา ได้กล่าวว่าอะนัส อิบนมาลิก และอัลหะซัน อัลบัศรีย์ และอิบรอฮีมอันนัคอีย์ มีความเห็นว่าการใช้สิ่งเหล่านี้ทาและหยอดตาสำหรับผู้ถือศีลอดไม่เป็นไร คือไม่เป็นการเสียศีลอด

11.9 รดน้ำเย็นบนศีรษะและการอาบน้ำ

อับบุคอรียฺกล่าวไว้ในหนังสือ ศ่อฮี้ฮฺ ของเขาในบทว่าด้วย การอาบน้ำของผู้ถือศีลอด โดยกล่าวว่าอิบนอุมัรได้นำเอาผ้ามาชุบน้ำให้เปียกแล้วห่มตัวในขณะที่ถือศีลอด และอัลชะอฺบีย์ได้อาบน้ำรดหัวเมื่อเขาถือศีลอด และอัลหะซันกล่าวว่า ไม่เป็นการเสียศีลอดสำหรับผู้ที่เอาน้ำกลั้วปากหรือเอาน้ำราดเพื่อให้เกิดความเย็น

ในบันทึกของอะบูดาวู๊ดและอะหมัดระบุว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เอาน้ำราดบนศีรษะของท่านขณะที่ท่านถือศีลอด เพราะความกระหายหรือเพราะความร้อน

 

12. อุปสรรคของการถือศีลอด

12.1 การเดินทาง

ในหะดีษหลายบทเปิดโอกาสให้ผู้เดินทางเลือกระหว่างการถือศีลอดและไม่ถือศีลอด แต่เราต้องไม่ลืมว่าความเมตตาแห่งพระเจ้า ได้กล่าวไว้ในซูเราะฮฺอัลบะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 185 ว่า

وَمَن كَانَ مَرِيضاً أَوْ عَلَى سَفَرٍ فَعِدَّةٌ مِّنْ أَيَّامٍ أُخَرَ يُرِيدُ اللّهُ بِكُمُ الْيُسْرَ وَلاَ يُرِيدُ بِكُمُ الْعُسْرَ

ความว่า และผู้ใดป่วยหรืออยู่ในระหว่างเดินทาง ก็ให้เขาถือศีลอดใช้ในวันอื่น อัลลอฮฺทรงประสงค์ความสะดวกแก่พวกเจ้า และพระองค์ไม่ประสงค์ความลำบากแก่พวกเจ้า(2/185)

ฮัมซะฮฺ อิบนฺอัมร อัลอัสละมีย์ ได้ถามท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ฉันจะถือศีลอดในขณะเดินทางหรือไม่ ? เพราะเขาเป็นคนชอบถือศีลอดมาก ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ตอบแก่เขาว่า จงถือศีลอดหากท่านประสงค์ และจงละศีลอดหากท่านประสงค์ บันทึกโดย : อันบุคอรียฺและมุสลิม

มีรายงานจากอะนัสอิบนมาลิก แจ้งว่า ฉันได้เดินทางพร้อมกับท่านร่อซูลุลลอฮฺในเดือนรอมฎอน ผู้ถือศีลอดมิได้ตำหนิผู้ละศีลอด และผู้ละศีลอดมิได้ตำหนิผู้ถือศีลอด  บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺและมุสลิม

บรรดาหะดีษเหล่านี้เป็นการแสดงถึงทางเลือก มิได้หมายความว่าเป็นการกระทำที่ดีกว่า แต่ทว่าอาจจะเป็นการชี้แนะให้การละศีลอดมากกว่าการถือศีลอดด้วยหะดีษทั่วไปดังเช่นคำกล่าวของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า

แท้จริงอัลลอฮฺทรงชอบที่จะให้สิ่งที่เป็นที่อนุมัติถือปฏิบัติกัน เสมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียดที่จะให้สิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนเป็นที่ปฏิบัติกัน  บันทึกโดย : อะหมัดและอิบนฺฮิบบาน

อีกรายงานหนึ่งกล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงชอบที่จะให้สิ่งที่เป็นที่อนุมัติถือปฏิบัติกัน เสมือนกับที่พระองค์ทรงชอบที่จะให้ความตั้งใจมั่นเป็นที่ปฏิบัติกัน  บันทึกโดย : อิบนฺฮิบบานและอัลบัซซาร

แต่มีรายงานจากอะบีสะอี๊ด อัลคุดรีย์ แจ้งว่า บรรดาศ่อฮาบะฮฺมีความเห็นว่า ผู้ใดพบว่าเขามีความแข็งแรงแล้วถือศีลอดก็เป็นการดี และผู้ใดพบว่าเขามีความอ่อนแอแล้วการละศีลอดก็เป็นการดี  บันทึกโดย : อัตติรมีซีย์และอัลบ่ะฆอวีย์

พึงทราบเถิดว่าการถือศีลอดขณะเดินทางนั้น ถ้าหากเป็นการลำบากแก่เขาแล้วก็ไม่เป็นความดีเลย หากแต่ว่าการละศีลอดเป็นการดีกว่า และเป็นที่ชอบแก่อัลลอฮฺ หลักฐานในเรื่องนี้มีรายงานจากศ่อฮาบะฮฺหลายคน แจ้งว่าท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( لَيْسَ مِنَ البِّرِّ الصِّيَامُ فِيْ السَّفَرَ ) أخرجه البخاري ومسلم عن جابر

ความว่า ไม่เป็นความดีเลยที่จะถือศีลอดในขณะเดินทาง บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺและมุสลิม รายงานจากญาบิร

 

ข้อเตือนสติ

มีบางคนอาจจะสงสัยว่า การถือศีลอดในยุคปัจจุบันนี้ไม่เป็นที่อนุญาตและพากันตำหนิหรือเย้ยหยันผู้ที่ปฏิบัติตามการอนุมัติของอัลลอฮฺ หรือเห็นว่าการถือศีลอดเหมาะสมกว่า เพราะการคมนาคมสะดวกง่ายดาย สำหรับบุคคลเหล่านี้ เราขอเตือนให้ความสนใจต่อคำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า

وَمَا كَانَ رَبُّكَ نَسِيّاً ﴿٦٤﴾

ความว่า   "และพระเจ้าของเจ้านั้นมิทรงหลงลืมสิ่งใดเลย(19/64)

และคำตรัสของพระองค์ที่ว่า

وَاللّهُ يَعْلَمُ وَأَنتُمْ لاَ تَعْلَمُونَ ﴿٢٣٢﴾

ความว่า และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้แต่พวกเจ้าไม่รู้ (2/232)

และคำตรัสของพระองค์ในอายะฮฺที่กล่าวถึงการอนุญาตให้ละศีลอดในขณะเดินทางที่ว่า

أُخَرَ يُرِيدُ اللّهُ بِكُمُ الْيُسْرَ وَلاَ يُرِيدُ بِكُمُ الْعُسْرَ

ความว่า   อัลลอฮฺทรงประสงค์ความสะดวกง่ายดายแก่พวกเจ้า และไม่ทรงประสงค์ความยากลำบากแก่พวกเจ้า (2/185)

กล่าวคือ ความสะดวกและความง่ายดายแก่ผู้เดินทางนั้นเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ และเป็นจุดมุ่งหมายของบัญญัติศาสนา เป็นการพอเพียงแล้วว่าผู้ที่บัญญัติศาสนา คือพระผู้ทรงให้บังเกิดกาลเวลาและสถานที่และมนุษย์ ดังนั้นพระองค์ทรงรอบรู้ยิ่งถึงความต้องการของมนุษย์และสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของพวกเขา และสิ่งที่เหมาะสมแก่พวกเขา พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

أَلا يَعْلَمُ مَنْ خَلَقَ وَهُوَ اللَّطِيفُ الْخَبِيرُ ﴿١٤﴾

ความว่า "พระผู้ทรงสร้างจะมิทรงรอบรู้ดอกหรือ ? ว่าพระองค์คือผู้ทรงตระหนักยิ่ง ผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วน (67/14)

ที่เรานำมากล่าวนี้เพื่อให้พี่น้องมุสลิมได้รับทราบไว้ว่า เมื่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว สำหรับเขาไม่มีทางเลือกในเรื่องของเขา แต่เขาจะต้องทบทวนพร้อมกับปวงบ่าวของอัลลอฮฺผู้ศรัทธา ผู้นอบน้อมถ่อมตน ซึ่งพวกเขาจะเสนอแนะกิจการใด ๆ อันเป็นการล้ำหน้าเมื่ออยู่ต่อหน้าอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์โดยพวกเขาจะกล่าวว่า

سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا غُفْرَانَكَ رَبَّنَا وَإِلَيْكَ الْمَصِيرُ ﴿٢٨٥﴾

ความว่า เราได้ยินแล้ว เราได้ปฏิบัติตามแล้ว การอภัยโทษจากพระองค์เท่านั้นที่พวกเราปรารถนา โอ้พระเจ้าของพวกเรา และยังพระองค์ท่านเท่านั้นการกลับไป (หาพระองค์) (2/285)

12.2 การป่วย

อัลลอฮฺทรงอนุญาตให้คนป่วยละศีลอดได้ เป็นความเมตตาและเป็นการผ่อนผันให้แก่เขา คนป่วยที่อนุญาตให้ละศีลอดได้นั้น คือผู้ป่วยเมื่อถือศีลอดอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต หรือทำให้การเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น หรือกลัวว่าการฟื้นจากการป่วยจะล่าช้าไป อัลลอฮฺทรงรอบรู้ดียิ่ง

12.3 การมีประจำเดือนและการมีเลือดหลังคลอดบุตร

บรรดาอุละมาอฺมีความเห็นพ้องต้องกันว่า หญิงที่มีประจำเดือนและหญิงที่มีเลือดหลังคลอดบุตรไม่อนุญาตให้ทั้งสองถือศีลอด และเธอทั้งสองจะต้องละเว้นการถือศีลอดและจะต้องถือศีลอดใช้ในเวลาต่อมา และหากว่าเธอทั้งสองถือศีลอด การถือศีลอดนั้นใช้ไม่ได้ รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้จะติดตามมาภายหลัง อินชาอัลลอฮฺ

12.4 ชายชราและหญิงชรา

อิบนฺอับบาส กล่าวว่า

( الشَّيْخُ الكَبِِيْرُ وَالْمَرْأَةُ الكَبِِيْرَةُ لا يَسْتَطِيْعَانِ أَنْ يَصُوْمَا فَيُطْعِمَانِ كُلِّ يَوْمٍ مِسْكِيْنَاً )

رواه البخاري من قول إبن عباس

ความว่า ชายชราและหญิงชราที่ไม่สามารถจะถือศีลอดได้ เขาทั้งสองจะต้องให้อาหารแก่คนยากจนขัดสนทุกวันเป็นการทดแทน บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ

และอิบนฺอับบาส ได้อ่านอายะฮฺที่ว่า

﴿ وَعَلَى الَّذِينَ يُطِيْقُوْنَهُ فِدْيَةٌ طَعَامُ مِسْكِيْنٍ ﴾

ความว่า และสำหรับผู้ที่ถือศีลอดโดยลำบากยิ่ง ก็ให้ชดใช้ (การถือศีลอด) ด้วยการให้อาหารแก่คนยากจนขัดสนหนึ่งคน และกล่าวว่า คือชายชราที่ไม่สามารถจะถือศีลอดก็ให้เขาละศีลอดและจ่ายข้าวสาลีครึ่งศออฺแก่คนยากจนขัดสนทุกวัน  บันทึกโดย : อัดดารุกุฎนีย์

มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ แจ้งว่า ผู้ใดเข้าสู่วัยชราแล้ว เขาไม่สามารถจะถือศีลอดรอมฎอนได้ ดังนั้นให้เขาจ่ายข้าวสาลีหนึ่งมุด (ครึ่งศออฺ) ทุกวัน บันทึกโดย : อัดดารุกุฎนีย์

12.5 หญิงมีครรภ์และหญิงเลี้ยงลูกด้วยนม

เป็นความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺที่มีต่อปวงบ่าวที่อ่อนแอ โดยอนุญาตให้พวกเขาเหล่านั้นละศีลอดได้ เช่นหญิงมีครรภ์ และหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนม

มีรายงานจากอะนัส อิบนฺมาลิก อัลกะอฺบีย์ แจ้งว่าฉันได้เข้าไปหาท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และได้พบท่านกำลังรับประทานอาหาร ท่านได้กล่าวขึ้นว่า เข้ามาที่นี่และกินอาหารด้วยกันซิ ฉันได้กล่าวแก่ท่านว่า แท้จริงฉันถือศีลอดแล้วท่านได้กล่าวว่า เข้ามาที่นี่ ฉันจะพูดกับท่านถึงเรื่องการถือศีลอด แท้จริงอัลลอฮฺทรงลดหย่อนการละหมาดย่อให้แก่ผู้เดินทาง และทรงผ่อนผันการถือศีลอดให้แก่หญิงมีครรภ์และหญิงเลี้ยงลูกด้วยนม" ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ท่านนะบีได้กล่าวถึงบุคคลสองประเภทหรือหนึ่งในสองประเภท น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้ร่วมกินอาหารของท่านนะบี     บันทึกโดย : อัตติรมิซีย์ อันนะซาอีย์ อะบูดาวู๊ด และอิบนฺมาญะฮฺ

 

13. การแก้ศีลอด

13.1 ผู้ถือศีลจะแก้ศีลอดเมื่อใด ?

อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว้ว่า

﴿ ثُمَّ أَتِمُّواْ الصِّيَامَ إِلَى الَّليْلِ

ความว่า แล้วจงถือศีลอดให้ครบบริบูรณ์จนถึงเวลาพลบค่ำ (2/187)

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้อธิบายถึงเวลาแก้ศีลอดไว้ว่า เมื่อเวลาพลบค่ำได้คืบคลานเข้ามา และเวลากลางวันได้ผ่านพ้นไป และดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว

ดังนั้นหลักฐานต่างๆ ที่เราได้นำมาเสนอนั้นย่อมจะนำความมั่นใจให้แก่พี่น้องมุสลิมที่ดำเนินตามแนวทางแห่งความถูกต้องอย่างแน่นอน อินชาอัลลอฮฺ

คำกล่าวของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และการปฏิบัติของท่านได้เป็นที่ประจักษ์แจ้ง ปราศจากการคลุมเครือหรือเคลือบแฝงแต่ประการใด ตลอดจนกิจกรรมและการกระทำของบรรดาสาวกชั้นนำ ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะบรรดาสาวกเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชาติในยุคหลังๆ ดังเช่นมีรายงานจากอัมร อิบนฺมัยมูน อัลเอาดีย์ ได้กล่าวไว้ว่า

( كَانَ أَصْحَابُ مُحَمَّدٍ صَلَى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَسْرَعُ النَّاسِ  إِفْطَاراً وَأَبْطَأَهُمْ سُحُوْرَاً )

أخرجه عبد الرزاق بإسناد صححه الحافظ في الفتح الهيثمي في مجمع الزوائد

ความว่า บรรดาสาวกของมุฮัมมัด เป็นผู้รีบเร่งในการแก้ศีลอดอย่างยิ่ง และเป็นผู้ล่าช้าในการกินสะฮูร  บันทึกโดย : อับดุรรอซซาก ในหนังสืออัลมุศ็อนนัฟ

13.2 รีบเร่งในการละศีลอด

ท่านพี่น้องมุอฺมินผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว ท่านจะต้องรีบแก้ศิลอดทันที โดยไม่ต้องคำนึงถึงแสงแดงเข้มที่ยังคงเหลืออยู่บนขอบฟ้า ในการนี้เป็นการปฏิบัติซุนนะฮฺของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเป็นการขัดแย้งกับพวกยะฮูดและพวกนะศอรอ เพราะพวกเขาเหล่านั้นจะแก้ศีลอดให้ล่าช้าออกไป จนกระทั่งมองเห็นดวงดาวอย่างชัดเจน ในการปฏิบัติตามแนวทางของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นเป็นการแสดงออกซึ่งสัญญลักษณ์ของศาสนา และเป็นการภาคภูมิใจในสิ่งที่เรายึดมั่นในแนวทางที่ถูกต้อง ในการกระทำเช่นนั้นจะเป็นที่ประจักษ์ในอัลฮาดีสของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังต่อไปนี้

ก. การรีบเร่งในการแก้ศีลอดทำให้เกิดความดี

มีรายงานจากซะฮฺล อิบนฺซะอีด แจ้งว่า แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( لا يَزَالُ النَّاسُ بِخَيْرٍ مَا عَجَّلُوْا الفِطْرَ )

رواه البخاري ومسلم

ความว่า มนุษย์ยังคงอยู่ในความดีตราบใดที่พวกเขารีบเร่งในการแก้ศีลอด บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ และมุสลิม

ข. การรีบเร่งในการแก้ศีลอดเป็นซุนนะฮฺของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

เมื่อประชาชาติอิสลามรีบเร่งในการถือศีลอด แน่นอนพวกเขายังคงยึดมั่นในซุนนะฮฺของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และแนวทางของสะละฟุศศอและฮฺ และพวกเขาจะไม่หลงทางเป็นอันขาด ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ ตราบใดที่พวกเขายังคงยึดมั่นอยู่กับซุนนะฮฺ และปฏิเสธทุกสิ่งที่จะมาปรับเปลี่ยนหลักการณ์ของศาสนา

มีรายงานจากซะฮฺล อิบนฺซะอีด แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( لا تَزَالُ أُمَّتِيْ عَلَى سُنَّتِيْ مَالَمْ تَنْتَظِرْ بِفِطْرِهَا النُّجُوْمَ )

رواه حبان بسند صحيح

ความว่า ประชาชาติของฉันยังคงอยู่ในซุนนะฮฺของฉัน ตราบใดที่พวกเขาไม่คอยดวงดาวให้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในการแก้ศีลอดของพวกเขา

ค. การรีบเร่งในการแก้ศีลอดเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับพวกหลงทางและพวกที่ถูกกริ้ว

เมื่อมนุษย์ยังอยู่ในความดีเพราะพวกเขาดำเนินตามแนวทางของร่อซูลของพวกเขา และพวกเขาปกป้องรักษาซุนนะฮฺของท่าน แท้จริงอิสลามจะยังคงยืนหยัดอย่างประจักษ์แจ้งและเป็นผู้พิชิตอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน เมื่อมีผู้ต่อต้านหรือมีความเห็นขัดแย้งก็จะไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดต่ออิสลามในขณะนั้น ประชาชาติอิสลามก็จะเปรียบเสมือนดวงประทีปส่องแสงไปทั่วทุกสารทิศ ท่ามกลางความมืดมนต์และเป็นแบบฉบับอันดีงามเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติตาม ทั้งนี้เพราะประชาชาติอิสลามจะไม่เดินตามหลังและอยู่หางแถวของประชาชาติตะวันออกและตะวันตกเป็นอันขาด

มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺแจ้งว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( لا يَزَالُ الدِّيْنُ ظَاهِرَاً مَا عَجَلَ النَّاسُ الفِطْرَ لأَنَّ اليَهُوْدَ وَالنَّصَارَى يُؤَخِّرُوْنَ )

رواه أبوداود وابن حبان وسنده حسن

ความว่า ศาสนายังคงยืนหยัดอย่างประจักษ์แจ้ง ตราบใดที่มนุษย์ยังคงรีบเร่งในการแก้ศีลอด เพราะพวกยะฮูดและพวกนะศอรอชอบที่จะให้การแก้ศีลอดล่าช้าออกไป  บันทึกโดย : อะบูดาวู๊ด และอิบนฺฮิบบาน ซึ่งสายสืบอยู่ในระดับหะซัน

ดังนั้นท่านพี่น้องมุสลิมที่เรียกร้องเชิญชวนไปสู่แนวทางของอัลลอฮฺ และมีวิสัยทัศน์คงจะเป็นที่ตระหนักกันดีแล้วว่า บรรดาอะฮาดีสต่าง ๆ ที่ได้นำมากล่าวข้างต้นนั้นย่อมเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ศาสนาที่ถูกต้องนั้นจะต้องยืนหยัดอยู่บนหลักการณ์ คือการปฏิบัติตามซุนนะฮฺ ซึ่งประกอบด้วยคำพูดและการปฏิบัติ และหนึ่งในบรรดาซุนนะฮฺที่เรากำลังกล่าวถึง ก็คือการรีบเร่งในการแก้ศีอดเมื่อเป็นที่ประจักษ์แล้วถึงการตกของดวงอาทิตย์เมื่อลับขอบฟ้าแล้ว และในการปฏิบัติเช่นนั้นเป็นการต่อต้านการกระทำของพวกยะฮูดและพวกนะศอรอ

ง. แก้ศีลอดก่อนละหมาดมักริบ

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ จะแก้ศีลอดก่อนละหมาดมักริบ  บันทึกโดย : อะหมัด และอะบูดาวู๊ด

เพราะการรีบเร่งในการแก้ศีลอดเป็นมรรยาทและพฤติกรรมของบรรดานะบี มีรายงานจากอะบิดดัรดาอฺ กล่าวว่า

( ثَلاثٌ منِ أَخْلاقِ النُّبُوَّةِ : تَعْجِيْلُ الفِطْرِ ،

وَتَأْخِيْرُ السُّحُوْرِ ، وَوَضْعُ اليَمِيْنِ عَلَى الشِّمَالِ في الصَّلاة )

رواه الطبراني وهو حديث صحيح

ความว่า สามประการที่เป็นมรรยาทของบรรดานะบี คือ การรีบเร่งในการแก้ศีลอด การกินสะฮูรให้ล่า และการวางมือขวาบนมือซ้ายในขณะละหมาดบันทึกโดย : อัฎฎ๊อบรอนีย์ และว่าเป็นสายสืบที่ศ่อฮี้ฮฺ

13.3 แก้ศีลอดด้วยอะไร ?

ปรากฎว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สนับสนุนให้แก้ศีลอดด้วยอินทผลัม ถ้าไม่มีก็แก้ด้วยน้ำ และนี่คือความรู้สึกห่วงใยด้วยความเมตตากรุณาของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ต่อประชาชาติของท่าน

อัลลอฮฺผู้ซึ่งได้ส่งมุฮัมมัดมาเพื่อเป็นความเมตตาแก่ชาวโลก ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 128 ว่า

لَقَدْ جَاءكُمْ رَسُولٌ مِّنْ أَنفُسِكُمْ عَزِيزٌ عَلَيْهِ مَا عَنِتُّمْ حَرِيصٌ عَلَيْكُم بِالْمُؤْمِنِينَ رَؤُوفٌ رَّحِيمٌ ﴿١٢٨﴾

ความว่า แน่นอนมีร่อซูลคนหนึ่ง (มุฮัมมัด) ที่มาจากในหมู่พวกเจ้าได้มายังพวกเจ้าแล้ว เป็นที่ลำบากใจแก่เขาในสิ่งที่พวกเจ้าได้รับความทุกข์ยาก เป็นผู้ห่วงใยในพวกเจ้า เป็นผู้เมตตา ผู้กรุณาสงสารต่อบรรดาผู้ศรัทธา (9/128)

พึงทราบเถิดว่าอินทผลัมนั้นเป็นศิริมงคล และมีส่วนประกอบสำคัญและเอกลักษณ์ในชนิดของมัน และมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย มีรายงานจากอะนัส อิบนฺมาลิก กล่าวว่า

( كَانَ النَّبِيُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يُفْطِرُ عَلَى رُطَبَات قَبْلَ أَنْ يُصَلِّيَ ،

 فَإِنْ لَمْ يَكُنْ تَمَرَاتٌ حَسَا حَسَوَاتٍ مِنْ مَاءٍ )

رواه أحمد وأبوداود وابن خزيمة والترمذي وسنده صحيح

ความว่า ปรากฎว่าท่านนะบีแก้ศีลอดด้วยอินทผลัมที่สุกงอมก่อนที่จะไปละหมาด ถ้าหากไม่มีอินทผลัมสุกงอมก็จะแก้ด้วยอินทผลัมแห้ง ถ้าหากไม่มีอินทผลัมแห้งก็จะจิบน้ำหลายจิบ บันทึกโดย : อะหมัด อะบูดาวู๊ด อิบนฺคุไซมะฮฺ และอัตติรมิซีย์ เป็นสายสืบที่ศ่อฮี้ฮฺ

13.4 จะกล่าวอะไรขณะแก้ศีลอด ?

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า การปฏิบัติตามแนวทางหรือซุนนะฮฺของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม   ของเรานั้น การวิงวอนขอดุอาอฺของท่านจะได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺ ดังนั้นจงฉวยโอกาสเพื่อการนี้เถิดด้วยการวิงวอนขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺด้วยความมั่นใจ และพึงทราบเถิดว่าแท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ตอบรับการวิงวอนขอดุอาอฺของหัวใจที่เผลอไผลไม่สนใจ ดังนั้นท่านจงวิงวอนขอดุอาอฺตามที่ท่านต้องการจะขอดุอาอฺที่ดี ๆ หวังว่าท่านจะได้รับความดีทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ

มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนฺอุมัร อิบนิลอ๊าศ แจ้งว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( إِنَّ لِلصَّائِمِ عِنْدَ فِطْرِهِ لَدَعْوَةٌ مَاتُرَدُّ )

رواه ابن ماجة والحاكم

ความว่า แท้จริงสำหรับผู้ถือศีลอดขณะแก้ศีลอดของเขานั้น การวิงวอนขอดุอาอฺจะได้รับการตอบรับอย่างแน่นอน  บันทึกโดย : อิบนฺมาญะฮฺ และอัลฮากิม

และดุอาอฺที่ดียิ่งคือ ดุอาอฺที่สืบต่อเนื่องจากท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งท่านได้กล่าวขณะแก้ศีลอดว่า

( ذَهَبَ الظَّمَأُ وَابْتَلَّتِ العُرُوْقُ وَثَبَتَ الأَجْرُ إِنْ شَاءَ الله )

رواه أبوداود والبيهقي والحاكم وحسن أسناده الدارقطني

ความว่า ความกระหายน้ำได้สูญสิ้นไป เส้นโลหิตได้ชุ่มชื่นและได้รับการตอบแทนอย่างแน่นอน อินชาอัลลอฮฺ บันทึกโดย : อะบูดาวู๊ด อัลบัยฮะกีย์ และอัลฮากิม และอัดดารุกุฎนีย์ว่า เป็นสายสืบที่หะซัน

13.5 การให้อาหารแก่ผู้ถือศีลอด

การให้อาหารเพื่อแก้ศีลอดแก่ผู้ถือศีลอดเป็นการกระทำความดีชนิดหนึ่ง เพราะการกระทำเช่นนั้นจะได้รับผลตอบแทนอย่างมากมาย

ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( مَنْ فَطَّرَ صَائِمَاً كَانَ لَهُ مِثْلَ أَجْرِهِ غَيْرَ أَنَّهُ لا يَنْقُصُ مِنْ أَجْرِ الصَّائِمِ شَيْئَاً )

رواه أحمد والترمذي وابن ماجة وابن حبان وصححة الترمذي

ความว่า ผู้ใดให้อาหารแก่ผู้ถือศีลอด เขาจะได้ผลบุญเท่ากับผู้ถือศีลอด โดยที่ผลบุญของผู้ถือศีลอดจะไม่ลดน้อยลงแต่อย่างใด   บันทึกโดย : อะหมัด อัตติรมิซีย์ อิบนฺมาญะฮฺ และอิบนฺฮิบบาน และอัตติรมีซีย์ว่าเป็นสายสืบที่ศ่อฮี้ฮฺ

เมื่อผู้ถือศีลอดได้รับเชิญให้ไปร่วมแก้ศีลอด เขาจะต้องตอบรับการเชิญนั้น เพราะผู้ที่ปฏิเสธการรับเชิญ แน่นอนเขาได้ฝ่าฝืนท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเขาจะต้องมีความเชื่อมั่นว่าการตอบรับคำเชิญนั้นจะไม่ทำให้ความดีของเขาสูญเสียไปแต่อย่างใด และจะไม่ทำให้ผลบุญของเขาลดหย่อนลงแน่อย่างใด

และชอบที่จะให้ผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมแก้ศีลอดวิงวอนขอดุอาอฺให้แก่เจ้าภาพหลังจากเสร็จสิ้นจากการกินอาหารแล้ว เพราะท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยปฏิบัติเช่นนั้น ซึ่งคำวิงวอนขอดุอาอฺมีอยู่หลายชนิดเช่น

( أَكَلَ طَعَامَكُمُ الأَبْرَارُ وَصَلَّتْ عَلَيْكُمُ المَلائِكَةُ وَأَفْطَرَ عِنْدَ كُمُ الصَّائِمُوْنَ )

رواه ابن أبي شيبة وأحمد والنسائي وسنده صحيح

ความว่า ขอให้คนดี ๆ มาร่วมรับประทานอาหารของพวกท่าน และขอให้บรรดามะลาอิกะฮฺขอพรให้แก่พวกท่าน และขอให้บรรดาผู้ถือศีลอดมาร่วมแก้ศีลอดกับพวกท่าน   บันทึกโดย : อิบนฺอะบีซัยบะฮฺ อะหมัด และอันนะซาอียะฮฺ และว่าเป็นสายสืบที่ศ่อฮี้ฮฺ ในหนังสือ อะมะลุลเยามวัลลัยละฮฺ

( الَّلهُمَّ أَطْعِمْ مَنْ أَطْعَمَنِيْ وَاسْقِ مَنْ سَقَانِيْ )

رواه مسلم عن المقداد

ความว่า โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ประทานอาหารแก่ผู้ที่เขาได้ให้อาหารแก่ข้าพระองค์ และประทานน้ำดื่มให้แก่ผู้ที่เขาได้ให้น้ำดื่มแก่ข้าพระองค์   บันทึกโดย : มุสลิม จากรายงานของอัลมิกด๊าด

( الَّلهُمَّ اغْفِرْ لَهُمْ وَارْحَمْهُمْ وَبَارِكْ لَهُمْ فِيْمَا رَزَقْتَهُمْ )

رواه مسلم

ความว่า โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา และทรงเมตตาแก่พวกเขา และประทานความศิริมงคลในสิ่งที่พระองค์ได้ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา   บันทึกโดย : มุสลิม

 

14. สิ่งที่ทำให้เสียการถือศีลอด

มีการกระทำมากมายสมควรที่ผู้ถือศีลอดจะต้องปลีกตัวให้ห่างไกล เพราะเมื่อเขาได้กระทำในเวลากลางวันของเดือนรอมฎอนจะทำให้การถือศีลอดของเขาใช้ไม่ได้ และจะเกิดโทษแก่เขาด้วย

14.1 การกินการดื่มโดยเจตนา

อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า

وَكُلُواْ وَاشْرَبُواْ حَتَّى يَتَبَيَّنَ لَكُمُ الْخَيْطُ الأَبْيَضُ مِنَ الْخَيْطِ الأَسْوَدِ مِنَ الْفَجْر

ِ ثُمَّ أَتِمُّواْ الصِّيَامَ إِلَى الَّليْلِ

ความว่า และพวกเจ้าจงกินจงดื่มจนกระทั่งเส้นด้ายขาว (แสงเงิน) เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเจ้าจากเส้นด้ายดำ (แสงทอง) เมื่อยามรุ่งอรุณ แล้วจงถือศีลอดให้ครบสมบูรณ์จนถึงพลบค่ำ …”   (2/187)

คือการถือศีลอดจากการกินการดื่ม ดังนั้นเมื่อผู้ถือศีลอดกินและดื่มในเวลากลางวันของเดือนรอมฎอน แน่นอน การถือศีลอดของเขาก็จะใช้ไม่ได้และเจาะจงการกระทำเช่นนั้นด้วยการมีเจตนา เพราะผู้ถือศีลอดนั้น เมื่อการกระทำโดยการหลงลืมหรือโดยทำผิดหรือโดยการถูกบังคับก็ไม่เป็นอะไรแก่เขา ดังมีหลักฐานต่อไปนี้

ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

( إِذَا نَسِيَ فَأَكَلَ أَوْ شَرِبَ فَلْيُتِمَّ صَوْمَهُ ، فَإِنَّمَا أَطْعَمَهُ اللهُ وَسَقَاهُ )

رواه البخاري ومسلم

ความว่า เมื่อเขาลืมแล้วเขาได้กินและดื่มก็จงให้การถือศีลอดของเขาดำเนินต่อไป เพราะแน่แท้อัลลอฮฺได้ให้อาหารแก่เขาและให้น้ำดื่มแก่เขา   บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ และมุสลิม

และท่านนะบีได้กล่าวอีกว่า

( إِنَّ اللهَ وَضَعَ عَنْ أُمَّتِيْ الْخَطَأَ وَالنِّسْيَانَ وَمَا اسْتُكْرِهُوْا عَلَيْهِ )

أخرجه الطحاوي والحاكم والدارقطني وسنده صحيح

ความว่า แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่เอาโทษจากประชาชาติของฉันในความผิดพลาด การหลงลืมและการถูกบังคับ บันทึกโดย : อัฎฎ่อฮาวีย์ อัลฮากิม และอัดดารุกุฎนีย์และเป็นสายสืบที่ศ่อฮี้ฮฺ

14.2  การอาเจียนโดยตั้งใจ

เพราะผู้ที่อาเจียนออกมาเองไม่เป็นอะไรแก่เขา ท่านนะบีกล่าวว่า

( مَنْ ذَرَعَهُ القَّيْءُ فَلَيْسَ عَلَيْهِ قَضَاءٌ ، وَمَنْ اسْتَقَاءَ فَلْيَقْضِ )

رواه أحمد وأبوداود والترمذي وصحح إسناده شيخ الإسلام ابن تيمية

ความว่า ผู้ใดที่อาเจียนออกมาเองไม่จำเป็นต้องถือศีลอดใช้ และผู้ใดที่ตั้งใจให้อาเจียนออกมาจะต้องถือศีลอดใช้  บันทึกโดย : อะบูดาวู๊ด อัตติรมีซีย์ และอะหมัด และว่าเป็นสายสืบที่ศ่อฮี้ฮฺ

14.3  การมีประจำเดือนและการมีเลือดหลังคลอดบุตร

เมื่อสตรีมีประจำเดือนหรือมีเลือดหลังคลอดบุตรในส่วนหนึ่งของเวลากลางวัน ถึงแม้ว่าจะปรากฎขึ้นในช่วงต้นหรือช่วงสุดท้ายของเวลากลางวัน เธอจะต้องแก้ศีลอดและถือศีลอดใช้ในวันอื่น หากเธอถือศีลอดในวันนั้นก็จะใช้ไม่ได้

ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า

( أَلَيْسَ إِذَا حَاضَتْ لَمْ تُصَلِّ وَلَمْ تَصُمْ ؟ قُلْنَ : بَلَى ،  قَالَ : فَذَلِكَ نُقْصَانُ دِيْنِهَا )

 وفي رواية : ( تَمْكُثُ الَّليَالِي مَا تُصَلِّيْ ، وَتُفْطِرُ فِي رَمَضَانَ ، فَهَذَانُقْصَانُ دِيْنِهَا )

رواه مسلم عن ابن عمروعن أبي هريرة

ความว่า เมื่อพวกเธอมีประจำเดือนพวกเธอมิได้ละหมาดและมิได้ถือศีลอดมิใช่หรือ ? พวกเธอตอบว่าถูกต้องค่ะ ท่านนะบีกล่าวต่อไปว่า นั่นแหละการมีศาสนาของพวกเธอลดน้อยลง และอีกรายงานหนึ่งกล่าวว่า พวกเธอรอคอยอยู่หลายคืนไม่ทำละหมาดและไม่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และนี่คือการมีศาสนาของพวกเธอลดน้อยลง   บันทึกโดย : มุสลิม จากรายงานของอิบนอุมัร และอะบีฮุรอยเราะฮฺ

มีคำสั่งให้ชดใช้การถือศีลอดในรายงานหะดีษจากมุอาซะฮฺ กล่าวว่า ฉันได้ถามท่านหญิงอาอิชะฮฺ ว่า ทำไมหญิงที่มีประจำเดือนจึงถือศีลอดใช้และไม่ละหมาดใช้ ? ท่านหญิงย้อนถามว่า เธอเป็นชาวฮะรูรียะฮฺหรือ ? เธอตอบว่า ฉันมิได้เป็นชาวฮะรูรียะฮฺ แต่ฉันขอถามเช่นนั้น ท่านหญิงตอบว่า เราเคยประสบมาเช่นนั้น และเราถูกใช้ให้ถือศีลอดใช้ แต่เราไม่ถูกใช้ให้ละหมาดใช้   บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺและมุสลิม

14.4  การฉีดยาบำรุงกำลัง

คือ การนำส่วนประกอบของอาหารบางประเภทเข้าไปในกระเพาะอาหาร โดยมีความมุ่งหมายเพื่อบำรุงกำลังคนป่วย บางคนการกระทำชนิดนี้ทำให้เสียการถือศีลอดเพราะเป็นการนำอาหารเข้าไปในร่างกาย ส่วนเมื่อมีการฉีดยาบำรุงกำลังเข้าไปในเส้นเลือด โดยมิได้ฉีดเข้าไปในกระเพาะอาหารก็เสียศีลอดเช่นเดียวกัน เพราะมันได้ทำหน้าที่แทนอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนมากของผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวเป็นเวลานานจะมีการให้อาหารโดยการฉีดคลูโคสและสะไลน์ และเช่นเดียวกันผู้ป่วยบางคนที่เป็นโรคหอบหืดด้วยการใช้ยาชนิดต่าง ๆ ก็ทำให้เสียศีลอดเหมือนกัน

14.5  การร่วมประเวณี

อัชเชากานีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัดดะรอรีย์ อัลมุฎีย์ยะฮฺ (2/22) ว่า การร่วมประเวณีนั้นได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่าทำให้เสียศีลอด ถ้าหากเกิดขึ้นโดยเจตนา แต่ถ้าเกิดขึ้นโดยการหลงลืม นักวิชาการบางคนเห็นว่าควรจัดอยู่ในจำพวกที่กินและดื่มโดยการหลงลืม

อิบนุลก็อยยิม ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ซาดุลมะอ๊าด(2/60) ว่า อัลกุรอานได้ชี้แนวไว้ว่า การร่วมประเวณีทำให้เสียศีลอดเหมือนกับการกินการดื่ม ซึ่งเป็นที่ยอมรับและเห็นพ้องต้องกัน

หลักฐานในการนี้ปรากฎในอัลกุรอานในอายะฮฺที่ว่า

ความว่า บัดนี้จงสมสู่นางได้แล้วและจงแสวงหาสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงบัญญัติแก่พวกเจ้า

คือได้ทรงอนุญาตให้มีการสมสู่กัน ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจจากหลักฐานนี้ว่าเป็นการถือศีลอดจากการร่วมประเวณีและการกินและการดื่ม ด้วยเหตุนี้ผู้ใดที่ทำให้การถือศีลอดของเขาเสียด้วยการร่วมประเวณี เขาจะต้องถือศีลอดใช้และเสียค่าไถ่บาป (กั้ฟฟาเร๊าะฮฺ) หลักฐาน ดังกล่าวก็คือ มีรายงานของอะบูฮุรอยเราะฮฺ จากท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า

มีชายคนหนึ่งได้มาหาท่านนบี และกล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ฉันเสียหายหมดแล้ว ท่านนะบีถามว่า อะไรที่ทำให้ท่านเสียหาย ? เขาตอบว่า ฉันได้ร่วมประเวณีกับภริยาของฉันในเดือนรอมฎอน ท่านนะบีได้ถามเขาต่อไปว่า ท่านมีความสามารถที่จะปล่อยทาสไหม ? เขาตอบว่า ไม่ครับ ! ท่านนะบีถามอีกว่าท่านมีความสามารถที่จะให้อาหารแก่คนมิสกีน 60 คนไหม ? เขาตอบว่า ไม่ครับ ! ท่านนะบีจึงบอกแก่เขาว่าจงนั่งอยู่ที่นี่แล้วเขาก็นั่งลง แล้วท่านนะบี ได้เข้าไปเอาถุงหนึ่ง มีอินทผลัมเต็มถุง แล้วพูดขึ้นว่า เอาไปทำศ่อดะเกาะฮฺ เขาจึงพูดว่าระหว่างภูเขาสองลูกสีดำนี้มีใครยากจนมากกว่าฉันหรือ ? ท่านนะบีจึงหัวเราะจนกระทั่งมองเห็นเขี้ยวของท่าน ท่านนะบีได้กล่าวว่าเอาไปเถอะ แล้วเอาไปให้ครอบครัวของท่านกินกัน   บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ และมุสลิม และคนอื่นๆ

 

15. การถือศีลอดใช้

15.1 การถือศีลอดใช้จากเดือนรอมฎอนที่ผ่านไปนั้น ไม่จำเป็นต้องถือใช้ทันที แต่จำเป็นต้องถือใช้เป็นระยะยาว

( كَانَ يَكُوْنُ عَلَيَّ الصَّوْمُ مِنْ رَمَضَانَ فَمَا أَسْتَطِيْعُ أَنْ أَقْضِيَهُ إِلا فِيْ شَعْبَان )

رواه البخاري ومسلم

เพราะมีการกล่าวอ้างอิงจากท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า ฉันเคยขาดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ฉันไม่สามารถที่จะถือใช้ได้ เว้นแต่ในเดือนชะอฺบาน บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ และมุสลิม

อัลฮาฟิธกล่าวในหนังสือ อัลฟัตฮุ (4/191) ว่า ในหะดีษเป็นการบ่งชี้ถึงการอนุญาตให้เลื่อนเวลาการถือศีลอดใช้ โดยทั่วไปถึงแม้จะมีอุปสรรคหรือไม่มีก็ตาม

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การรีบเร่งถือศีลอดใช้ย่อมดีกว่าการเลื่อนเวลาออกไป เพราะรวมเข้าอยู่ในหลักฐานดังกล่าว มีระบุไว้ในซูเราะฮฺอาลอิมรอน อายะฮฺที่ 133 ว่า

وَسَارِعُوْا إِلَى مَغْفِرَةٍ مِّن رَّبِّكُمْ

ความว่า และพวกเจ้าจงรีบเร่งกันไปสู่การอภัยโทษจากพระเจ้าของพวกเจ้า

และอีกอายะฮฺหนึ่งระบุไว้ในซูเราะฮฺอัลมุอฺมินูน อายะฮฺที่ 61 ว่า

أُوْلَئِكَ يُسَارِعُونَ فِي الْخَيْرَاتِ وَهُمْ لَهَا سَابِقُونَ ﴿٦١﴾

ความว่า ชนเหล่านั้นพวกเขารีบเร่งในการประกอบความดีทั้งหลาย และพวกเขาเป็นผู้เหมาะสม สมควรเป็นผู้รุดหน้าไปก่อน

15.2 ไม่จำเป็นต้องถือศีลอดใช้อย่างต่อเนื่อง

อัลลอฮฺ ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 185 ว่า

فَعِدَّةٌ مِّنْ أَيَّامٍ أُخَرَ

ความว่า ดังนั้นก็ให้ถือศีลอดใช้ในวันอื่น

อิบนฺอับบาส กล่าวว่า ถ้าจะถือศีลอดใช้โดยไม่ติดต่อกันก็ไม่เป็นไร  บันทึกโดย : อัดดารุกุฎนีย์ และอิบนฺอะบีชัยบะฮฺ โดยสายสืบที่ศ่อฮี้ฮฺ

อะบูฮุรอยเราะฮฺ กล่าวว่า จะถืออย่างต่อเนื่องก็ได้หากประสงค์ โปรดดูในหนังสือ อิรวาอุลฆ่อลีล(4/95)

ข้อควรสังเกตุ

ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นคำสั่งใช้ของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ให้ถือศีลอดอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ใกล้เคียงและเป็นการกระทำที่สะดวกง่ายดายคือ อนุญาตให้กระทำได้ทั้งสองอย่างคือ ถือศีลอดอย่างต่อเนื่องก็ได้ และถือศีลอดโดยไม่ติดต่อกันก็ได้ ดังกล่าวนี้อิมามชาวซุนนะฮฺ คือ อะหมัด อิบนฺฮัมบัล ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า

อะบูดาวู๊ดได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลมะซาอิล(หน้า 95) ว่า ฉันได้ยินอิมามอะหมัดถูกถามถึงการถือศีลอดใช้ของเดือนรอมฎอน ท่านกล่าวตอบว่า หากเขาประสงค์จะถือศีลอดโดยไม่ติดต่อกันก็ได้ และหากเขาประสงค์จะถือศีลอดโดยต่อเนื่องกันก็ได้ อัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ดียิ่ง

ดังนั้นจึงอนุญาตให้ถือศีลอดใช้โดยไม่ติดต่อกัน และไม่ปฏิเสธการถือศีลอดใช้อย่างต่อเนื่องกันด้วย

15.3 นักวิชาการเห็นพ้องต้องกันว่า เมื่อผู้ตายขาดการละหมาด ญาติผู้ตายหรือผู้อื่นจะทำการละหมาดแทนผู้ตายไม่ได้ และเช่นเดียวกัน ผู้ใดที่ไม่สามารถถือศีลอดจะให้ผู้อื่นถือแทนเขาขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่เขาจะต้องจ่ายอาหารแก่ผู้ยากจนขัดสนหนึ่งคนต่อหนึ่งวัน ดังเช่นที่อะนัส อิบนฺมาลิก ได้ปฏิบัติในการกล่าวอ้างอิงซึ่งได้กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าผู้ตายได้บนบานจะถือศีลอด ญาติผู้ตายจะถือศีลอดใช้แทนได้ ดังที่ท่านนะบีได้กล่าวไว้ว่า

( مَنْ مَاتَ وَعَلَيْهِ صَوْمٌ صَامَ عَنْهُ وَلِيُّهُ ) رواه البخاري ومسلم

ความว่า ผู้ใดตายและเขาได้บนบานจะถือศีลอดไว้ ญาติของเขาจะถือศีลอดใช้แทนได้  บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ และมุสลิม

มีรายงานจากอิบนฺอับบาส แจ้งว่า มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนะบีแล้วกล่าวว่า

( يَا رَسُوْلَ اللهِ إِنَّ أُمِّيْ مَاتَتْ وَعَلَيْهَا صَوْمُ شَهْرٍ فَأَقْضِيْهِ عَنْهَا ؟

قَالَ : نَعمْ ، فَدَيْنُ اللهِ أَحَقُّ أَنْ يُقْضَى )

رواه البخاري ومسلم

ความว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ มารดาของฉันได้ตายและนางไม่ได้ถือศีลอดเดือนรอมฎอน ฉันจะถือศีลอดใช้แทนนางได้ไหม ? ท่านร่อซูลุลลอฮฺตอบว่า ได้! หนี้สินของอัลลอฮฺเหมาะสมยิ่งกว่าที่จะใช้   บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ และมุสลิม

หะดีษต่างๆ เหล่านี้เป็นหะดีษโดยทั่วไปชัดเจนในการบัญญัติให้ญาติถือศีลอดใช้แทนผู้ตายได้ในการถือศีลอดทุกชนิด ซึ่งผู้สังกัดมัซฮับชาฟีอีย์และอบินหัสมฺมีความเห็นตรงกัน

แต่ะหะดีษต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของหะดีษทั่วไปเฉพาะ ดังนั้นญาติของผู้ตายจะถือศีลอดใช้แทนให้ไม่ได้นอกจากการถือศีลอดที่ได้บนบานไว้เท่านั้น ดังที่อิหม่ามอะหมัดได้กล่าวไว้ในหนังสือ   บันทึกโดยอะบูดาวู๊ด กล่าวไว้ว่า ฉันได้ยินอิหม่ามอะหมัด อิบนฺฮัมบัล กล่าวว่า ไม่มีการถือศีลอดแทนคนตายนอกจากการถือศีลอดที่บนบาน อะบูดาวู๊ดกล่าวว่า ฉันได้กล่าวกับอิหม่ามอะหมัดว่า แล้วการถือศึลอดเดือนรอมฎอนเล่า ? อิหม่ามอะหมัดตอบว่า ให้จ่ายอาหารแทน

15.4 และผู้ใดตายและเขาได้บนบานการถือศีลอดไว้

จะให้บุคคลอื่นหลายคนถือศีลอดแทนเท่าจำนวนวันที่เขาบนบานไว้อนุญาตให้กระทำได้ อัลหะซันกล่าวว่า หากจะให้บุคคลอื่น 30 คน ถือศีลอดแทนคนละหนึ่งวัน อนุญาตให้กระทำได้   บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ

ส่วนการบริจาคอาหารให้แก่คนยากจนขัดสนนั้น ถ้าหากญาติของเขาจะรวบรวมคนยากจนขัดสนเท่าจำนวนวันที่เขาบนบานเอาไว้ และเลี้ยงอาหารพวกเขาจนอิ่มก็อนุญาตให้กระทำได้ ดังเช่นอะนัส อิบนมาลิกได้กระทำ

 

16. การไถ่บาปหรือไถ่โทษอัลกั้ฟฟาเร๊าะฮฺ

16.1 ในหะดีษซึ่งรายงานโดยอะบูฮุรอยเราะฮฺ กล่าวถึงชายคนหนึ่งได้สมสู่กับภรรยาของเขาในตอนกลางวันของเดือนรอมฎอน และว่าเขาจะต้องถือศีลอดใช้และไถ่โทษหรือไถ่บาป คือจะต้องปล่อยทาสให้อิสระ ถ้าเขาไม่สามารถกระทำได้ก็ให้เขาถือศีลอด 2 เดือนติดต่อกัน ถ้าไม่สามารถกระทำได้ก็ให้เขาแจกอาหารให้คนยากจน 60 คน

16.2 ผู้ใดที่จำเป็นแก่เขาจะต้องไถ่บาปหรือกั้ฟฟาเร๊าะฮฺแต่เขาไม่สามารถที่จะปล่อยทาสให้เป็นอิสระได้ หรือไม่สามารถที่จะถือศีลอด 2 เดือนติดต่อกันได้ หรือไม่สามารถที่จะแจกอาหารให้แก่คนยากจน 60 คนได้ การไถ่บาปหรือกั้ฟฟาเร๊าะฮฺก็ตกไป หรือถูกยกเลิกไป คือไม่ต้องกระทำการไถ่บาป เพราะไม่เป็นการบังคับหรือเป็นภาระหน้าที่เว้นแต่เมื่อมีความสามารถ อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า

لاَ يُكَلِّفُ اللّهُ نَفْساً إِلاَّ وُسْعَهَا

ความว่า อัลลอฮฺจะไม่ทรงบังคับผู้ใด เว้นแต่ด้วยความสามารถของเขา   (2/286)

และด้วยหลักฐานการกระทำของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม คือท่านได้ยกเลิกการไถ่บาปจากชายคนหนึ่ง เมื่อเขาเล่าให้ท่านฟังถึงความยากจนของเขา แล้วท่านได้นำเอาอินทผลัมถุงหนึ่งให้เขาไปเพื่อเอาไปให้ครอบครัวของเขากินกัน

16.3 ในกรณีเช่นนี้ ฝ่ายภรรยาไม่จำเป็นต้องไถ่บาป เพราะท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม   ได้รับทราบจากการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างชายคนนั้นกับภรรยาของเขา ท่านร่อซูลมิได้บังคับให้ฝ่ายภรรยากระทำนอกจากการไถ่บาปครั้งเดียวโดยฝ่ายสามี อัลลอฮฺทรงรอบรู้ดียิ่ง

 

17. อัลฟิดยะฮฺ หรือการชดใช้

17.1 อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว้ว่า

وَعَلَى الَّذِينَ يُطِيقُونَهُ فِدْيَةٌ طَعَامُ مِسْكِينٍ

ความว่า และสำหรับบรรดาผู้ถือศีลอดโดยลำบากยิ่ง ก็ให้ชดใช้ (การถือศีลอด) ด้วยการให้อาหารแก่คนยากจนขัดสนหนึ่งคน

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า อายะฮฺนี้ถูกยกเลิก แต่ อับดุลลอฮฺ อิบนฺอับบาส ยืนยันว่าอายะฮฺนี้มิได้ถูกยกเลิก และว่ามีผลบังคับใช้ได้กับชายชรา และหญิงชราที่ไม่สามารถจะถือศีลอดได้ และให้ทั้งสองชดใช้การถือศีลอดด้วยการให้อาหารแก่คนยากจนขัดสนคนหนึ่งทุกวัน    บันทึกโดย : อัลบุคอรียฺ

17.2 ด้วยเหตุดังกล่าวอาจจะมีบางคนสงสัยว่า อิบนฺอับบาสไม่เห็นด้วยหรือมีทัศนะขัดแย้งกับบรรดาสาวกส่วนใหญ่ โดยพิจารณาถึงหะดีษของอัลบุคอรียฺอย่างผิวเผินที่ระบุถึงการปฏิเสธการยกเลิกของอายะฮ ดังกล่าว แล้วเข้าใจกันว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺอับบาส มีทัศนะขัดแย้งกับบรรดาสาวกส่วนใหญ่

17.3 ในอายะฮฺนี้มีความหมายโดยทั่วไปแก่ทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์บังคับ ครอบคลุมถึงผู้ที่มีความสามารถและผู้ที่ไม่มีความสามารถในการถือศีลอด หลักฐานที่ยืนยันเช่นนี้ในซุนนะฮฺ บันทึกโดยอิมามมุสลิม มีรายงานจากสะละมะฮฺอิบนุลอักว๊ะอฺ กล่าวว่า

( كُنَّا في رَمَضَانَ عَلَى عَهْدِ رَسُو لِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مَنْ شَاءَ صَامَ وَمَنْ شَاءَ أَفْطَرَ فَافْتَدَى بِطَعَامِ مِسْكِيْنٍ حَتَّى نَزَلَتْ هَذِهِ الآيَةُ :

ความว่า ปรากฎว่าพวกเราอยู่ในเดือนรอมฎอนในสมัยของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้ใดประสงค์เขาก็ถือศีลอด และผู้ใดประสงค์เขาก็ละศีลอด แล้วเขาก็ชดใช้การถือศีลอดด้วยการให้อาหารแก่คนยากจนขัดสนคนหนึ่งทุกวัน" จนกระทั่งอายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาคือ

( فَمَنْ شَهِدَ مِنْكُمْ الشَّهْرَ فَلْيَصُمْهُ ) رواه مسلم

ความว่า ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปรากฎตัวอยู่ในเดือนนั้นก็จงถือศีลอดของเดือนนั้น (2/185)   บันทึกโดย : มุสลิม

ดังกล่าวมานี้จึงเป็นประจักษ์ได้ว่า   ความหมายของอายะฮฺนี้ถูกยกเลิก สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการถือศีลอดและไม่ถูกยกเลิกสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถในการถือศีลอด

เมื่อเป็นที่ประจักษ์เช่นนั้นแล้ว   ย่อมพิสูจน์ได้ว่าความหมายของอายะฮฺนี้ถูกยกเลิกในส่วนของผู้ที่มีความสามารถในการถือศีลอด และไม่ถูกยกเลิกสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถในการถือศีลอด บัญญัติแรกถูกยกเลิกด้วยหลักฐานจากอัลกุรอาน บัญญัติที่สองเป็นที่ยืนยันด้วยหลักฐานจากอัซซุนนะฮฺ และไม่ถูกยกเลิกจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ

และเป็นการยืนยันสนับสนุนทัศนะดังกล่าวตามที่อิบนฺอับบาส ได้กล่าวไว้ในรายงานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการยกเลิกคือ และเป็นที่ยืนยันสำหรับชายชราและหญิงชรา ในเมื่อทั้งสองไม่สามารถจะถือศีลอดได้ และเช่นเดียวกัน หญิงที่มีครรภ์และหญิงแม่ลูกอ่อน หากนางกลัวว่าจะเกิดโทษแก่ตัวเองหรือเด็กแล้ว ก็ให้นางจ่ายอาหารแก่คนยากจนขัดสนแทนทุกๆ วัน

และหะดีษของมุอ๊าซ อิบนญะบัลจะทำให้เป็นที่กระจ่างชัดยิ่งขึ้น ที่กล่าวว่า ส่วนกรณีต่าง ๆ ของการถือศีลอดนั้นคือ เมื่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้เดินทางมาถึงนครอัลมะดีนะฮฺ ท่านได้ถือศีลอด 3 วันของทุกๆ เดือน และถือศีลอดวันอาชูรออฺ (วันที่ 10 มุฮัรรอม) ต่อมาอัลลอฮฺได้บัญญัติการถือศีลอดให้แก่ท่าน โดยพระองค์ได้ประทานอายะฮฺที่ว่า

﴿ فَمَنْ شَهِدَ مِنكُمْ الشَّهْر فَلْيَصُمْه ﴾

ความว่า โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า ……” (2/183)

และอีกอายะฮฺหนึ่งในซูเราะฮฺเดียวกันว่า

 ﴿ شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِيَ أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ ﴾

ความว่า เดือนรอมฎอนนั้นเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ……” (2/185)

ดังนั้นอัลลอฮฺจึงทรงบัญญัติยืนยันการถือศีลอดของพระองค์ แก่ผู้ที่พำนักอยู่ประจำมีสุขภาพดี และทรงผ่อนผันการถือศีลอดแก่คนป่วยและผู้เดินทาง และยืนยันการจ่ายอาหารสำหรับคนชราที่ไม่สามารถจะถือศีลอดได้

หะดีษทั้งสองดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งในการชี้แจงว่า อายะฮฺดังกล่าวถูกยกเลิกสำหรับผู้ที่มีความสามารถในการถือศีลอด และไม่ถูกยกเลิกสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถในการถือศีลอด

ดังนั้นอิบนฺอับบาสจึงมีความเห็นสอดคล้องกับบรรดาศ่อฮาบะฮฺ และหะดีษของเขาก็สอดคล้องกับหะดีษของอับดุลลอฮฺ อิบนฺอุมัร และหะดีษของสะละมะฮฺ อิบนฺอั้กว๊ะอฺอีกด้วย

และจำเป็นที่เราจะต้องรับรู้ด้วยว่า หะดีษทั้งสองของอิบนฺอับบาส และมุอ๊าซ อิบนฺญะบัลนั้น บรรดาผู้รู้มีความเห็นตรงกันว่า เป็นฮุกุ่มมั้รฟูอฺเทียบเท่าหะดีษของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม   ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้มุอฺมินผ้ศรัทธาที่รักอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์จะคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับท่านทั้งสอง เมื่อท่านทั้งสองได้กล่าวยืนยันเช่นนั้น เพราะสาวกทั้งสองนี้ได้ร่วมเป็นพยานขณะที่วะฮีย์ถูกประทานลงมากล่าวถึงอายะฮฺต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ ดังนั้นหะดีษนี้จึงอยู่ในระดับมั้รฟูอฺถึงท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยปราศจากการสงสัยแต่อย่างใด

อิบนฺอับบาส ได้ยืนยันว่าข้อตัดสินนี้เป็นผลสำหรับหญิงแม่ลูกอ่อนและหญิงที่มีครรภ์ ดังนั้นอิบนฺอับบาสได้เอาข้อตัดสินนี้มาจากไหน ? แน่นอนท่านจะต้องเอามาจากซุนนะฮฺ เฉพาะอย่างยิ่งท่านมิได้มีความคิดเห็นแต่ผู้เดียว แต่อับดุลลอฮฺ อิบนอุมัร ซึ่งรายงานว่าอายะฮฺนี้ถูกยกเลิกก็มีความคิดเห็นตรงกันด้วย

มีรายงานจากมาลิกจากนาเฟี๊ยะอฺว่า อิบนฺอุมัรถูกถามถึงหญิงที่มีครรภ์ เมื่อนางมีความกลัวต่อลูกของนางเขาตอบว่า ให้นางละศีลอดและให้อาหารเป็นข้าวโพดหรือข้าวโอ๊ดหนึ่งมุดแก่คนยากจนขัดสนคนหนึ่งทุกวัน  บันทึกโดย : อัลบัยฮะกีย์

และมีบันทึกโดยอัดดารุกุฎนีย์ จากรายงานของอิบนฺอุมัร เป็นหะดีษศ่อฮี้ฮฺ กล่าวว่า หญิงที่มีครรภ์และหญิงแม่ลูกอ่อนให้นางละศีลอดและไม่ต้องถือศีลอดใช้

อิบนฺกุดามะฮฺได้กล่าวไว้ในหนังสืออัลมุฆนีย์ (3/21) ว่า บรรดาศ่อฮาบะฮฺมิได้ขัดแย้งกับอิบนฺอับบาส ดังนั้นในความคิดเห็นของเขาจึงไม่มีบรรดาอุละมาอฺคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยและถือได้ว่าเป็นการยอมรับโดยปริยาย

ส่วนผู้ที่อ้างว